การฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ที่แล้วเสร็จลง พร้อมกับการทยอยประกาศเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้จะทำให้ภาคเอกชน เริ่มมีความหวังหลังเผชิญภาวะ "สะดุด" ของการใช้จ่ายงบประมาณรัฐในยุครัฐบาลขิงแก่ แต่เมื่อมองไกลไปถึงบริบทด้านเศรษฐกิจนอกประเทศ โดยเฉพาะจากตลาดใหญ่อย่างสหรัฐ ทำให้อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี (ไอที) อาจต้องเผชิญภาวะความไม่แน่นอนจากปัจจัยเสี่ยงของปีนี้ต่อไป
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เนื่องจากหากเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยสดใสนัก ภาคเอกชนอาจต้องรอดูจังหวะการลงทุน และให้น้ำหนักความสำคัญของการลงทุนในด้านอื่นๆ ที่สำคัญกว่าการลงทุนด้านไอที
ส่วนภาคครัวเรือน ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น จากแนวโน้มราคาน้ำมันและผลผลิต
มูลค่าตลาดไอทีปีนี้ 1.6 แสนล้าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าตลาดไอทีปี 2551 ว่าจะมีมูลค่าตลาดประมาณ 168,791 ล้านบาท ขยายตัว 13.4% จากปีก่อนหน้านี้ที่ขยายตัว 13.2%
แบ่งเป็น มูลค่าตลาดฮาร์ดแวร์ 79,158 ล้านบาท ขยายตัว 10% ตลาดซอฟต์แวร์ 72,744 ล้านบาท ขยายตัว 17% และตลาดบริการด้านคอมพิวเตอร์ 16,889 ล้านบาท ขยายตัว 15%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ตลาดไอทียังคงต้องเผชิญกับปัจจัยลบ และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านไอที โดยปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงภาคส่งออกของไทย ที่ยังต้องเผชิญแนวโน้มบาทแข็งค่า
เนื่องจากวิกฤตการณ์สินเชื่อซับไพร์มของสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลกระทบมากกว่าที่คาดไว้ และแนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจโลกปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลง
ขณะที่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ยังต้องขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่
ภาครัฐ-ธุรกิจกลไกขับเคลื่อน
ด้านอุปสงค์ของตลาดไอทีปีนี้ จะมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชนเป็นหลัก โดยภาครัฐจะเร่งเดินหน้านโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนและการใช้จ่าย ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ชะลอการดำเนินการไว้เมื่อปีที่ผ่านมา
รวมทั้ง โครงการลงทุนต่อเนื่องของหน่วยราชการต่างๆ โครงการที่เกิดขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ที่คาดว่าจะต้องมีการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม จากวงเงินงบประมาณที่รัฐบาลชุดก่อนอนุมัติไว้
ทั้งนี้ รัฐบาลชุดก่อนอนุมัติงบประมาณรายจ่ายด้านการลงทุนปีงบ 2551 ไว้จำนวน 404,677 ล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 289,756 ล้านบาท และตั้งเป้าให้มีการเบิกจ่ายงบลงทุนได้ 74% ของวงเงินงบประมาณ และรัฐวิสาหกิจตั้งเป้าไว้ถึง 90%
ขณะที่ โดยทั่วไปเงินลงทุนของโครงการภาครัฐในตลาดไอทีจะมีมูลค่าประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดไอทีโดยรวม
โครงการเด่นภาครัฐปี 51
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รวบรวมตัวอย่างโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับไอทีของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบบัตรโดยสาร e-Ticket มูลค่า 4,500 ล้านบาท ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, โครงการขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ 3,336 ล้านบาท และโครงการบำรุงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโทรคมนาคม 1,350 ล้านบาทของ บมจ.ทีโอที
โครงการจัดหาอุปกรณ์ระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ 1,879 ล้านบาทของ บมจ. การบินไทย, โครงการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (ยูเอสโอ) 1,840 ล้านบาท และโครงการจัดซื้อระบบสำรอง Integrated Billing and Customer Care 1,000 ล้านบาทของ บมจ. กสท โทรคมนาคม, โครงการจัดซื้อบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงมหาดไทย
อุตฯ สื่อสารเบอร์ 1 ลงทุนไอที
ขณะที่ แผนการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับไอทีของภาคเอกชนนั้น คาดว่าปีนี้กลุ่มอุตสาหกรรมสื่อสารและโทรคมนาคม จะใช้งบพัฒนาระบบเครือข่ายอีกไม่ต่ำกว่า 68,000 ล้านบาท, ภาคการเงินการธนาคาร เตรียมลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ซีอาร์เอ็ม, อี-เปย์เมนท์ ไม่ต่ำกว่า 25,000-30,000 ล้านบาท
ธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่ง เตรียมใช้จ่ายเพื่อพัฒนาระบบไอทีด้านโลจิสติกส์ ไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท, บริการ/ร้านอาหาร/โรงแรม มีแผนใช้งบเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร เช่น ระบบอีอาร์พี ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท, กลุ่มสุขภาพ/โรงพยาบาล มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายสารสนเทศพื้นฐาน ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท