วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

‘ค่าไฟ’ ที่เป็นธรรมกับต้นทุนที่ต้องไม่บิดเบือน

‘ค่าไฟ’ ที่เป็นธรรมกับต้นทุนที่ต้องไม่บิดเบือน

ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่ยังอยู่ในระดับสูง และโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่สะสมปัญหามาอย่างยาวนาน

    การปรับ “โครงสร้างค่าไฟฟ้า” จึงไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ หากอาจเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงนโยบาย” ที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยระยะยาว
     ข้อเสนอการจัดเก็บ “ค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได” ที่มุ่งช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยและกลุ่มเปราะบาง ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจ และมี “เหตุผลทางสังคม” รองรับ เพราะช่วยลดภาระครัวเรือนระดับล่าง และสร้างความเป็นธรรมในเชิงการกระจายต้นทุน อีกด้านหนึ่ง มาตรการดังกล่าวย่อมสร้าง “ภาระ” ไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ทั้งภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงวิกฤติ และไทยกลายเป็นประเทศที่เติบโตรั้งท้ายอาเซียน 

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ควรช่วยใคร” แต่คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเชิงนโยบาย “จะออกแบบเรื่องนี้อย่างไรให้ไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนในระบบ” หากการตรึงราคา หรือการอุดหนุนถูกใช้เป็นเครื่องมือหลัก โดยไม่มีมาตรการอื่นใดๆ รองรับ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ เช่น หนี้สะสมในระบบ การบิดเบือนราคาต่างๆ และปัญหาเหล่านี้ก็จะถูกซุกไว้ใต้พรม ต้องหาทางแก้ไขอีกในระยะข้างหน้า สุดท้ายก็จะย้อนกลับมากระทบผู้บริโภคในที่สุด ข้อเสนอของภาคเอสเอ็มอีที่เรียกร้อง “มาตรการเชิงรุกควบคู่” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐต้องฟัง

    ขณะเดียวกัน การปฏิรูปโครงสร้างต้นทุนไฟฟ้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ การทบทวนค่าความพร้อมจ่าย และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบสายส่งและจำหน่าย เป็นโจทย์ที่รัฐไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะนี่คือ “หัวใจของปัญหา” ที่เป็นตัวกำหนดระดับค่าไฟทั้งระบบ หากยังปล่อยให้ต้นทุนต้นน้ำขาดความโปร่งใส หรือไม่มีประสิทธิภาพ ต่อให้ปรับโครงสร้างปลายน้ำอย่างไร ก็ยากจะทำให้ค่าไฟลดลงอย่างยั่งยืน
    อีกเรื่องที่ต้องไม่มองข้าม คือ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะเป็นแนวโน้มของโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการลงทุนในพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์ ลม ไฮโดรเจน หรือแม้แต่ SMR ล้วนต้องใช้เงินลงทุนสูง และมีความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี หากรัฐเร่งเดินหน้าโดยขาดการวางแผนที่รอบด้าน ก็จะกลายเป็นอีกเงื่อนปม เป็นภาระต้นทุนใหม่ที่ “ผู้ใช้ไฟฟ้า” ต้องแบกรับต่อในระยะยาว
    ท้ายที่สุด นี่ไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟ แต่เป็นเรื่อง “โครงสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน” ทุกการตัดสินใจย่อมมี “ผู้ได้”  และ “ผู้เสีย” รัฐบาลจึงต้องชั่งน้ำหนักให้รอบด้าน ที่สำคัญ ทุกครั้งที่มีผู้เสียผลประโยชน์ ก็มักเป็นกลุ่มผู้บริโภค ประชาชนระดับรากหญ้าที่ต้องรับกรรม การปฏิรูปค่าไฟฟ้าครั้งนี้ จึงต้องอยู่บนหลักการของความโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง