วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน 2569

Login
Login

พลังงานเคาะแผนพีดีพีใหม่ปีนี้

พลังงานเคาะแผนพีดีพีใหม่ปีนี้

สนพ.เสนอกพช.พิจารณาแผนพีดีพีฉบับใหม่ภายในสิ้นปีนี้ ชงเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหิน-ซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ ทดแทนโรงไฟฟ้าแอลเอ็นจี

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ปี 2556-2576 (Power Development Plan 2013) หรือ พีดีพี 2013 ซึ่งจะนำมาใช้แทนแผนพีดีพี 2010 ปี 2553-2573 ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 3 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ว่า แผนพีดีพีฉบับใหม่จะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาได้ภายในปีนี้

ทั้งนี้ แผนพีดีพี 2013 จะมีข้อเสนอหลายทางเลือกแตกต่างจากแผนพีดีพีเดิม คือ 1.นำโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติประมาณ 13,000 เมกะวัตต์ออกจากแผนและทดแทนด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดและการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยยังคงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2,000 เมกะวัตต์ โดยข้อเสนอดังกล่าวจะส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.50 บาทต่อหน่วย ลดลงจากเดิม

2.กรณีปรับลดโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในช่วงท้ายแผนออก รวมทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2,000 เมกะวัตต์ แต่เพิ่มโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงพลังงานหมุนเวียน เช่น หญ้าเนเปียร์เข้ามาแทน แต่ต้องปรับปรุงระบบสายส่งให้เป็นแบบ Smart Grid และ 3.กรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ จะเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนอิสระรายใหญ่ (ไอพีพี) รอบใหม่ ที่เป็นถ่านหิน หรือพิจารณาซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แผนพีดีพี 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน จะมีสัดส่วนของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 54% ถ่านหิน 11% ซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 12% พลังงานหมุนเวียน 14% นิวเคลียร์ 3% และพลังน้ำ 6% ส่วนแผนพีดีพีฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงนั้น สัดส่วนของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะลดลงจาก 54% โดยสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินและการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น

"จากการปรับปรุงพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นจากการลงทุนระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไม่น่ามีผลต่อความต้องการใช้ไฟฟ้ามากนัก แผนพีดีพีฉบับใหม่จึงน่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใกล้เคียงกับแผนเดิม คือมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ประมาณ 55,000 เมกะวัตต์ แต่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินและการซื้อไฟฟ้าต่างประเทศมาทดแทนโรงไฟฟ้าแอลเอ็นจีซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า ประมาณ 13,000 เมกะวัตต์"

อย่างไรก็ตาม แผนพีดีพีฉบับปรับปรุงใหม่นี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคงมีความจำเป็นต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านตัน จากปัจจุบัน 5 ล้านตัน โดยปตท.จะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2560

ส่วนการเพิ่มสัดส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ไม่น่าเกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานตามที่มีข้อกังวล เพราะในสมัยสงครามโลก ซึ่งยุโรปมีปัญหากันนั้น ก็ยังไม่กระทบต่อการซื้อขายไฟฟ้า

นอกจากนี้ สนพ.ยังมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายไฟฟ้าในภูมิภาคในอนาคต โดยจะต่อเชื่อมระบบสายส่งเข้าด้วยกัน ทั้งในอาเซียนและจีน ซึ่งในอนาคตจะสามารถส่งไฟฟ้าจากจีนมายังไทยได้

สำหรับแผนพีดีพี 2010 ได้ปรับปรุงมาแล้ว 3 ครั้ง โดยฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องการส่งเสริมพลังงานทดแทนมาใช้แทนฟอสซิลในสัดส่วน 25% ภายใน 10 ปี และแผนอนุรักษ์พลังงานที่จะลดระดับการใช้พลังงานต่อผลผลิตลง 25% ในระยะ 20 ปี รวมทั้งการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบราง และโครงการรถไฟความเร็วสูง