วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

‘Sub-2’ การประกาศชัยชนะขั้นเด็ดขาดของ Adidas และการศิโรราบของ Nikeในสงคราม ‘Super-shoe’

‘Sub-2’ การประกาศชัยชนะขั้นเด็ดขาดของ Adidas และการศิโรราบของ Nikeในสงคราม ‘Super-shoe’

คำว่า “Sub 2” คำนี้เป็นคำที่มีความหมายอย่างมากสำหรับวงการวิ่งมาราธอน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของการวิ่งของมนุษย์ เพราะตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเคยมีความเชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถจะก้าวผ่านกำแพงการวิ่งระยะทาง 42.195 กิโลเมตรในเวลาที่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้
    
จนกระทั่งในปี 2019 เอเลียด คิปโชเก ก็สามารถพิสูจน์สมมติฐานใหม่ว่าไม่หรอก จริงๆแล้วมนุษย์สามารถทำได้ เพียงแต่ในครั้งนั้นไม่ใช่การแข่งขันอย่างเป็นทางการ เป็นเหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยมีการกำหนดตัวแปรมากกว่า

แต่วันนี้ซาเว สามารถจบการแข่งด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 59 นาที 30 วินาที - รวมถึง โยมิฟ เคเยลชา ผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 59 นาที 41 วินาทีแต่ไม่ได้รับการจดจำมากนัก - นี่คือบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่อย่างเป็นทางการสำหรับวงการวิ่ง
    
และมันอาจจะเป็นการจารึกในเรื่องการแข่งขันด้านรองเท้าวิ่งด้วยเช่นกัน เพราะทั้งซาเว และเคเจลชา ต่างสวมใส่รองเท้ามหัศจรรย์รุ่นใหม่ของ Adidas
    
รองเท้าที่ดีที่สุด เบาที่สุด แรงที่สุด ที่ทำให้ยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีประกาศชัยชนะเหนือเจ้าตลาดเดิมอย่าง Nike ได้อย่างเป็นทางการ

 

ประวัติศาสตร์ใหม่ที่ลอนดอน

ย้อนกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 วงการกีฬาทั่วโลกต่างตกตะลึงกับฟอร์มการวิ่งในระดับมหัศจรรย์ของ 2 นักวิ่งระดับ Elite ที่สับฝีเท้าไม่หยุดยั้งผ่านถนนหนทาง สะพาน และผู้คนมากมายในกรุงลอนดอนที่ออกมาร่วมให้กำลังใจ
    
นั่นรวมถึงในการถ่ายทอดสดการแข่งขันลอนดอน มาราธอน ที่มีผู้ชมจำนวนมหาศาลจากทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากที่เริ่มมีแนวโน้มว่าเราอาจจะได้เห็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ การทลายกำแพงอีกครั้งของมนุษยชาติ
 

ยิ่งใกล้เส้นชัยเท่าไร ก็หัวใจของคนที่ได้ดูก็ยิ่งเต้นรัว ต่างเอาใจช่วยให้ผู้นำในการแข่งอย่าง เซบาสเตียน ซาเว ที่สับฝีเท้าไม่ยั้งโดยไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงลงแต่อย่างใด ซึ่งสุดท้ายนักวิ่งชาวเคนยาก็สร้างตำนานบทใหม่ได้สำเร็จด้วยการเป็นมนุษย์คนแรกที่พิชิตมาราธอนด้วยสถิติ “Sub-2” หรือวิ่งต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้อย่างเป็นทางการ
    
ก่อนที่เคเยลชา คู่แข่งชาวเอธิโอเปีย ที่เพิ่งเปิดตัวการแข่งวิ่งมาราธอนเป็นรายการแรกจะตามเข้าเส้นชัยมาด้วยเวลาที่ห่างกันแค่ 11 วินาที และต่อด้วยเจค็อบ คิปลิโม นักวิ่งเจ้าของสถิติโลกฮาล์ฟมาราธอนชาวอูกันดาจะตามเข้ามาเป็นอันดับที่ 3 ด้วยเวลา 2 ชั่วโมงกับอีก 28 วินาที
    
ความจริงแล้วทั้ง 3 คนต่างทำลายสถิติโลกเดิมของ เคลวิน คิปตุม อดีตนักวิ่งผู้ล่วงลับไปก่อนเวลาอันควรที่เคยทำไว้เมื่อปี 2023 ด้วยเวลา 2 ชั่วโมงกับ 35 วินาทีอยู่ดี ซึ่งล้วนแต่ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และงดงามแล้ว
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทลายขีดจำกัดของมนุษย์ด้วยเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงของนักวิ่งถึง 2 คน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่ทั้งคู่สวมใส่รองเท้าของ Adidas เป็นเรื่องที่สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในวงการ
    
เพราะมันไม่ต่างอะไรจากการประกาศชัยชนะที่เบ็ดเสร็จและเด็ดขาดของแบรนด์มหาอำนาจจากเยอรมัน
 

ในวงการวิ่งพวกเราคือเบอร์ 1 
    
กลับไปเหมือนในวันที่อาดิ ดาสเลอร์ มอบรองเท้าให้เจสซี โอเวนส์ ลงแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก 1954 ด้วยรองเท้าวิ่ง (Spike) ที่ออกแบบมาอย่างสุดยอด และเป็นการเปิดตำนานของ Adidas ในฐานะสุดยอดผู้ผลิตรองเท้าของโลก

เบื้องลึกรองเท้ามหัศจรรย์ Adidas Pro Evo 3

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของ ซาเว และเคเยลชา นอกเหนือจากขีดความสามารถที่เกิดจากการทุ่มเทฝึกฝนซ้อมอย่างหนัก ไปจนถึงการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วยในการเปลี่ยนร่างกายของพวกเขาให้เข้าใกล้กับความเป็นยอดมนุษย์แล้ว
    
อีกสิ่งที่มีผลอย่างมากคือ “รองเท้า”
    
รองเท้าที่ทั้งคู่ใส่เป็นรุ่นเดียวกันคือรุ่น Adidas Pro Evo 3 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของรองเท้าวิ่งตัวท็อปที่สุดของแบรนด์จากเยอรมันที่เปิดตัวในการแข่งขันรายการลอนดอน มาราธอนโดยเฉพาะ 
    
ความพิเศษของรองเท้ารุ่นนี้คือการที่เป็นรองเท้าที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจาก 2 รุ่นก่อน อย่าง Pro Evo 1 และ Pro Evo 2 ที่ออกมาในปี 2023 และ 2025 ตามลำดับ ซึ่งใน 2 รุ่นแรกก็สร้างความฮือฮาอย่างมากแล้วกับการเป็นรองเท้าวิ่งที่ออกแบบมาเพื่อ “พิชิตการแข่งขัน”​ โดยเฉพาะ
    
ด้วยคุณสมบัติพิเศษใส่ไข่คือเบาเหมือนเมฆ เด้งเหมือนสปริง แต่ต้องแลกมากับความทนทานที่หายไป แทบจะเรียกว่าใส่ครั้งเดียวทิ้งได้เลย
    
แต่ Pro Evo 3 ก็ทลายขีดจำกัดของรองเท้าวิ่งได้อีกด้วยการเป็นรองเท้าวิ่งรุ่นแรกของโลกที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 100 กรัม! โดยน้ำหนักสำหรับรองเท้าในไซส์ 9.5 US จะอยู่แค่เพียง 97 กรัมเท่านั้น ซึ่งน้ำหนักที่ลดลงมาจากเดิมอีกราว 40 กรัม หรือราว 30 เปอร์เซ็นต์มาจากโฟมรุ่นใหม่ Lightstrike Pro Evo ที่เบากว่าเดิมถึง 50 เปอร์เซ็นต์
    
“เวลาที่คุณคิดว่ามาถึงขีดจำกัดแล้ว จริงๆแล้วมันยังไม่ถึงหรอก เพราะมันมีทางที่เราจะไปต่อได้เสมอ” ชาร์ล็อตต์ ไฮด์มานน์ ผู้อำนวยการสร้างรองเท้าในตระกุล Adizero หนึ่งในรองเท้าวิ่งซีรีส์ที่ดีที่สุดกล่าวกับ Footwear News “ตอนที่เราสร้าง Pro Evo 1 ที่หนัก 138 กรัมมันก็สุดยอดมากแล้ว แต่เรายังลดน้ำหนักมันลงไปได้อีก”
    
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ปกติแล้วรองเท้าในหมวด ‘Super-shoe’ แม้จะมีน้ำหนักที่เบามากแล้วก็ยังอยู่ที่ 180-220 กรัม นั่นหมายถึง Pro Evo 3 เบากว่ารองเท้าของแบรนด์คู่แข่งอื่นในตลาดอย่างมาก
    
และความเบาที่มาพร้อมกับความแรงย่อมส่งผลต่อการแข่งขันในระดับสุดยอดของนักกีฬา ที่แม้จะต่างกันเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นความต่างที่มหาศาล

การศิโรราบของ Nike

ในการแข่งขันมีผู้ชนะก็ย่อมมีผู้แพ้ คนที่ต้องปาดน้ำตาเบาๆคือ NIke ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ที่เป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำมาโดยตลอดด้วยการเปิดตัว Super-shoe รุ่นแรกของโลกอย่าง Vaporfly 4% ที่ทำให้นักกีฬาของพวกเขากวาดที่ 1-3 ได้ในการแข่งขันมาราธอนกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2016 ที่กรุงริโอ เดอ จาไนโร
    
ก่อนที่จะเดินหน้าภารกิจพิชิต “Sub-2” ต่อโดยฝากความหวังเอาไว้ที่ เอเลียด คิปโชเก สุดยอดนักวิ่งอันดับ 1 ตลอดกาลของโลกซึ่งเคยลองครั้งแรกในปี 2017 แต่ไม่สำเร็จ ก่อนที่จะทำได้สำเร็จอย่างไม่เป็นทางการในการวิ่งครั้งพิเศษ “INEOS 159 Challege” ในเดือนตุลาคม 2019 ที่เมืองเวียนนา
    
โดยครั้งนั้นเป้าหมายคือการทำให้คิปโชเก เป็นมนุษย์คนแรกที่วิ่งในระยะมาราธอนต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยถูกมองว่าไม่มีวันที่มนุษย์จะทำได้ แต่สุดท้ายก็สามารถทำได้สำเร็จโดยนอกจากอาศัยความสามารถของคิปโชเก และเหล่าบรรดาทีมเพเซอร์ที่คอยวิ่งนำและบังลม อีกสิ่งที่มีความสำคัญคือรองเท้าของ Nike Air Zoom Alphafly NEXT% 
    
แต่หลังจากนั้นก็เป็นช่วงที่ Nike เริ่มติดกับดักความสำเร็จของตัวเอง ขาดการพัฒนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในนวัตกรรมกีฬา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ Adidas เร่งความเร็วของตัวเองขึ้นมา จนพลิกเกมได้ครั้งแรกในการแข่งขันเบอร์ลิน มาราธอน ในปี 2023 เมื่อติกิสต์ อัสเซฟา นักวิ่งคว้าแชมป์มาราธอนหญิงและทำลายสถิติโลกได้ด้วย Adidas Pro Evo 1
    
ชัยชนะครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Nike ค่อยๆกลายเป็นผู้แพ้ในการแข่งขันทางไกลเพื่อสร้างรองเท้าที่จะทำให้นักวิ่งพิชิตมาราธอนต่ำได้กว่า 2 ชั่วโมง
    
ถึงอย่างนั้น Nike ก็ร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งนี้ เพราะมันคือความสำเร็จของมนุษยชาติ

“นาฬิกาได้ถูกตั้งใหม่อีกครั้ง เส้นชัยไม่มีอยู่จริง” Nike โพสต์บน Instragram
    
ขณะที่คิปโชเกกล่าวถึงความสำเร็จของซาเวว่า “จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่ต่อไปและย้ำเตือนกับทุกคนว่าสำหรับมนุษย์ไม่มีอะไรจะหยุดเราได้”

Sub-2 Effect

หลังจบการแข่งขันลอนดอน มาราธอนในวันอาทิตย์ หุ้นของ Adidas ขึ้นมาทันทีที่ 1.5 เปอร์เซ็นต์ 
    
แต่นั่นไม่เท่ากับกระแสความคลั่งไคล้ของสาวกนักวิ่งทั่วโลกที่มองหา Adidas Pro Evo 3 ทันที ในฐานะรองเท้ารุ่นประวัติศาสตร์และแน่นอนว่าดีที่สุดในเวลานี้ โดยล่าสุด Adidas ได้เปิดตัวรองเท้ารุ่นนี้อย่างเป็นทางการบน adidas.co.th โดยมีสนนราคาอยู่ที่ 20,000 บาท แต่จำกัดการวางจำหน่ายแบบ Exclusive บนแอพลิเคชันเท่านั้น

ความนิยมในรองเท้าวิ่งของ Adidas เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในรุ่นที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่าง Adidas Evo SL ที่แทบจะกลายเป็นรองเท้าวิ่งที่มีทุกบ้าน เป็นหนึ่งในรองเท้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเวลานี้
    
แต่ที่น่าจับตามองคือเทรนด์ของนักวิ่งรุ่นใหม่ ไม่ได้โฟกัสเพียงแค่ประสิทธิภาพเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องการ “สไตล์” ด้วย ซึ่ง Adidas ตีโจทย์ด้านนี้ได้ค่อนข้างดี โดยนอกจากจะมีการออกจำหน่ายสีต่างๆมากมายแล้วยังมีการผลิตรุ่นพิเศษ สีพิเศษออกมาเป็นระยะ ที่ทำให้เป็นรองเท้าวิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น
    
ขณะที่รองเท้าวิ่งตัวโปรอย่าง Pro Evo ก็ยังเป็นที่นิยมเช่นกัน
    
Reuters รายงานว่าในการแข่งขันลอนดอน มาราธอน ที่มีผู้เข้าร่วมถึง 50,000 คน ในกลุ่มนักวิ่งทั่วไปนั้นต่างสวมใส่รองเท้าวิ่งของ Adidas กันจำนวนมาก รองลงมาไม่ใช่ Nike แต่กลับเป็น Puma Nitro Elite ที่ถือว่ากำลังมาแรงเช่นกัน นอกเหนือจากนั้นยังมีแบรนด์รองอย่าง Hoka, On ที่ได้รับความนิยม
    
สำหรับ Nike นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนแบรนด์จากอเมริกาว่าจำเป็นต้องกลับมาโฟกัสในตลาดนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง ก่อนที่จะถูกทิ้งห่างไปไกลมากกว่านี้
    
ขณะที่สำหรับ Adidas นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา และเป็นผลจากความทุ่มเทในการพัฒนาอย่างเงียบๆมายาวนาน

และยังเป็นการพิสูจน์ถึงคำว่า “Impossible is Nothing” ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้บนโลกใบนี้ ได้ดีที่สุดด้วย

 

อ้างอิง