2 ก.ย.นี้ คาดว่ารัฐสภาจะพิจารณากรอบเจรจาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อลงมติ ซึ่งสำคัญต่ออนาคตบูรณภาพแห่งดินแดนไทยอย่างยิ่ง...เสี่ยงเสียดินแดนถาวร
วาระการประชุมที่เป็นเรื่องเสนอใหม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็น "บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา" ตามวาระที่ 5.7
หรือ "ร่างกรอบการเจรจาเพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในกรอบของคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชาและกลไกอื่นๆภายใต้กรอบนี้" ตามวาระที่ 5.13 ที่จะมีการนำเข้าพิจารณาลงมติอีกครั้งในวันที่พุธที่ 2 กันยายน 2552 เวลา 9 โมงเช้า นั้น
เป็นเรื่องที่บรรดาสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทั้งหลายพึงพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ก่อนที่จะยกมือลงมติ เพราะนี่คือการลงมติในเรื่องที่มีบทเปลี่ยนแปลงดินแดนและอธิปไตยของประเทศ และครั้งนี้นักวิชาการและประชาชนได้ชี้แจงต่อสาธารณะด้วยเหตุผลและหลักฐานอันเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่า กรอบการเจรจาตามร่างข้อตกลงชั่วคราวนี้จะนำไปสู่การเสียดินแดนและอธิปไตยของชาติเหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร บริเวณปราสาทพระวิหาร เนื่องจากประเด็นสำคัญในร่างข้อตกลงคือการถอนทหารของจากพื้นที่พิพาทและแทนที่ด้วยกลไก JBC หากรัฐสภาอนุมัติและมีการแจ้งให้กัมพูชาทราบ ร่างข้อตกลงนี้ก็จะมีผลบังคับใช้ในทันที โดยในร่างข้อตกลงระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
ข้อ1 คู่ภาคีจะไม่คงกำลังทหารของแต่ละฝ่ายในวัด "แก้วสิขาคีรีสะวารา"(ต่อไปนี้จะเรียกว่า "วัด") พื้นที่รอบวัด และพื้นที่ [ไทย-ปราสาท] [กัมพูชา-ปราสาทเปรียะวีเฮียร์ (พระวิหารในภาษาไทย)]
แม่ทัพภาคที่สองของกองทัพบกไทย และผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชา จะกำหนดมาตรการที่เหมาะสมร่วมกัน เพื่อปฏิบัติให้ข้อบทนี้มีผล โดยผ่านชุดทหารติดตามสถานการณ์ชั่วคราวของแต่ละฝ่าย
ความหมายในข้อที่1 คือการถอนทหารออกจากพื้นที่วัดและบริเวณรอบวัด ในเขต 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในความเป็นจริงนั้นทหารไทยต้องตกอยู่ในฐานะอย่างเชลยมาก่อนหน้านี้แล้ว คือมีทหารไทยประจำการที่วัดเพียงวันละ 12 นาย แบบไปเช้า-เย็นกลับ ไม่ได้แต่งเครื่องแบบทหารและพกพาอาวุธ แต่ทหารกัมพูชากลับสามารถสวมเครื่องแบบและพกอาวุธครบมืออยู่ในพื้นที่ได้อย่างอิสระ และสามารถกลายสภาพเป็นพลเรือนได้ในทันที ซึ่งในร่างข้อตกลงฯไม่มีการกำหนดให้ต้องถอนพลเรือนและสิ่งปลูกสร้างของกัมพูชาออกจากพื้นที่ด้วย
ดังนั้น ข้อตกลงที่ให้มีการถอนทหารออกจากพื้นที่ ด้วยเหตุผลเพราะต้องการระงับข้อพิพาท ป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะ และเพื่อจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันให้แล้วเสร็จโดยอาศัยกลไก JBC นั้น ความจริงคือการถอนทหารไทยออกแต่ฝ่ายเดียว และเป็นเพียงอุบายวิธีเพื่ออำนวยการให้เกิดภาพของความสงบขึ้นในพื้นที่ เป็นไปตามเงื่อนไขและคำแนะนำจากคณะกรรมการมรดกโลกและยูเนสโก โดยที่กัมพูชาไม่จำเป็นต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร จริงๆ แต่เพียงถอดชุดทหารออกเท่านั้นก็ใช้ได้
ด้วยวิธีนี้ กัมพูชาสามารถยืมมือของรัฐบาลไทยแจ้งต่อคณะกรรมการมรดกโลกและยูเนสโกได้ในทันที ว่าได้แก้ไขปัญหาพิพาทกับไทยได้สำเร็จแล้วโดยอาศัยกลไก JBC ตามที่ได้ระบุไว้ในรายงานที่ส่งถึงศูนย์กลางมรดกโลกเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2552 และปรากฏในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 33 ณ เมืองเซวิลล์ ประเทศสเปน โดยได้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามกฎหมายภายในของแต่ละฝ่ายแล้ว และกัมพูชาสามารถจะจัดส่ง “แผนบริหารจัดการสำหรับพื้นที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหาร” ฉบับสมบูรณ์ เสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลกได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2553
ข้ออ้างของไทยที่เข้าใจว่าการจัดทำหลักเขตแดนจะเป็นการยื้อเวลาอย่างยืดเยื้อไม่ให้กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้อย่างสมบูรณ์ทันกำหนดเวลา และจะถูกถอดจากทะเบียนมรดกโลกในที่สุดนั้น เป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง เหตุเพราะกัมพูชาไม่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากไทยในการจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกในรูปแบบคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ(ICC) อีกต่อไป แต่ได้แปลงร่างไปใช้กลไก JBC ซึ่งเปิดโอกาสให้กัมพูชาใช้พื้นที่ดำเนินการเรื่องมรดกโลกได้อย่างสะดวกแต่ฝ่ายเดียว แต่ทว่ากระบวนการจัดทำหลักเขตแดนที่ไทยหวังว่าจะเป็นการถ่วงเวลากัมพูชาอย่างยาวนาน จึงกลับจะกลายเป็นคุณกับกัมพูชาแทน ดังข้อตกลงข้อที่ 8 ระบุว่า
ข้อตกลงชั่วคราวฯ จะมีผลใช้บังคับในวันที่มีการแลกเปลี่ยนหนังสือแจ้งภาคีแต่ละฝ่ายว่าได้ดำเนินการตามกระบวนกฎหมายภายในของตนเสร็จสิ้นแล้ว และคงมีผลบังคับใช้จนกว่าการจัดทำหลักเขตแดนจะเสร็จสิ้นลงในพื้นที่ประชิดกับ[ไทย-ปราสาท] [กัมพูชา-ปราสาทเปรียะวีเฮียร์ (พระวิหารในภาษาไทย)] คู่ภาคีจะพยายามเร่งรัดการดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายภายในโดยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของตน
ดังนั้น กว่าประเทศไทยจะรู้ว่าเส้นเขตแดนไทยอยู่ที่ไหนแน่ อาจต้องใช้เวลาอีกร้อยปี และเมื่อถึงเวลานั้น เส้นเขตแดนก็คงไม่ใช่สันปันน้ำอย่างที่คนไทยทุกคนต้องการเห็นอีกต่อไป การถอนทหารเพื่อจะจัดทำหลักเขตแดนที่จะไม่มีทางเสร็จสิ้นง่ายๆนี้ คือก้าวสำคัญของการยอมเสียดินแดนอย่างถาวร และจะเป็นการเสียดินแดนที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องโดยรัฐสภาไทย เป็นกฎหมายปิดปาก และจะเป็นค่าโง่ครั้งประวัติศาสตร์อันน่าอดสูของชาติไทย ภารกิจนี้วางอยู่บนบ่าของสมาชิกรัฐสภาไทยทุกคนแล้ว จะอ้างว่าไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่รับผิดชอบคงไม่ได้อีกต่อไป
----------------
กรอบการเจรจาชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐสภาไทยอย่าตกหลุมพราง! รูปบางส่วนจากเวบไซต์ http://www.15thmove.net/
บทความโดย : นายประกาสิทธิ์ แก้วมงคล
ผู้ช่วยวิจัย สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Tags : ปราสาทพระวิหาร



ความคิดเห็นที่ 9
jamestuk , 3 กันยายน 2552 09:28
อย่างที่หลาย ๆ คห กล่าวไว้ ประเทศไทยคือประเทศไทยของคนไทย คนที่คิดจะยกแผ่นดินแม้แต่ 1 ตารางซม. ให้ต่างชาติ สมควรต้องไปอยู่นอกประเทศไทย ห้ามใช้สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย ให้เสื่อมเสีย เรายังมีสิทธิเรียกร้องให้ศาลโลกกลับมาพิจารณาใหม่ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ไล่พวกเขมรออกจากแผ่นดินไทย ไม่ทราบว่าใครอนุญาติให้พวกเขมรมาตั้งร้าน ตั้งวัดในแผ่นดินไทยได้ยังไง ใครรับผิดชอบในพื้นที่ กรุณาดำเนินการด้วยอย่างเร็ว สิ่งที่สองที่ควรทำคือ รื้อปราสาทพระวิหารโยนคืนให้เขมรซะ ให้เขาเอาไปสร้างในแผ่นดินของเขา จะได้กราบไหว้บูชาให้เจริญ ๆ ไม่ต้องมาสร้างความรำคาญใจให้คนไทยเรา ถ้าคุณ ๆ เห็นด้วยกับการรื้อปราสาท ช่วยกันสนับสนุนหน่อยนะ คนดีเราต้องคบหา คนไม่ดีจิตใจเอาแต่ได้ (อย่างเขมร) ก็ต้องอยู่ห่าง ๆ คะ
ความคิดเห็นที่ 8
pimsen , 3 กันยายน 2552 09:13
...โปรดฟังอีกครั้ง...บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎหมาย...
..."มัน"อ้างว่า "มัน"มีอำนาจในการคิด พูด ทำ เพราะกฎหมายบัญญัติให้"มัน"คิด พูด ทำ...ก็ไม่ว่ากัน...
...แต่บทบัญญัติที่"มัน"ต้องทำตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุด..."มัน"กลับปฏิเสธที่จะปฏิบัติตาม...
...รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 มีบทบัญญัติเฉพาะเท่าที่"มัน"ทำเท่านั้นหรือ...รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 วรรค 4 วรรค 5 เขียนบทบัญญัติไว้ว่าอย่างไร...
...โดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 วรรค 5 เขียนบทบัญญัติ..."สั่งให้ใครต้องทำอะไร"..."และต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ เดือน พ.ศ. อะไร...ไปดูรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 303 วงเล็บ (3)...เขียนบทบัญญัติบังคับให้"ใคร"ต้องทำ"อะไร"ภายใน"ระยะเวลาเท่าใด"...
...อย่าได้บังอาจอ้างว่า...เป็นความผิดของรัฐธรรมนูญ...อย่าได้บังอาจอ้างว่า...รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นปัญหา...อย่าได้อ้างว่า...รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดี...
...ระยะเวาลตั้ง"สามร้อยหกสิบกว่าวัน" ซึ่งสิ้นสุดตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2552..."พวกมัน"ทำอะไรกันอยู่...หน้าที่หลักของ"พวกมัน" คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ และ คณะรัฐมนตรี ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย...เมื่อ"พวกมัน"บังอาจละเมิดกฎหมายเสียเอง แล้วจะให้ประชาชนคนไทยธรรมดาสามัญอย่างผมอย่างคนไทยส่วนมากยังต้องเคารพกฎหมาย ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายอยู่หรือ...เพราะ"พวกมัน"ยังไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา...
...ประเทศไทยและคนไทยที่ต้องวุ่นวาย เดือดร้อน หายนะในปัจจุบันนี้ ไม่เพราะการละเมิดกฎหมายหรอกหรือ...
...จ้าวพวกชั่ว จ้าวพวกเลว ไม่น่ารีบชิงสุนัขมาเกิดเลย...อย่าอ้างนะครับว่า...ฝ่ายนิติบัญญัติไม่เกี่ยวกับการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 วรรค 5...
...กลับไปอ่านรายละเอียดของกฎหมายก่อนว่า...บังคับให้มีรายละเอียดอะไรบ้าง...โดยเฉพาะวลีที่ว่า..."...ที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา..."...ว่ามีความหมายและความเข้าใจเป็นอย่างไร...
...เป็นพระราชกฤษฎีกา ได้หรือ...ฝ่ายบริหารออกกฎหมายเพื่อบังคับฝ่ายนิติบัญญัติ...ได้ด้วยหรือ...
...ต้องเป็น"พระราชบัญญัติ"มิใช่หรือ...อย่าบอกนะว่า..."ฝ่ายบริหารสามารถออกพระราชบัญญัติได้"...อย่าอ้างนะครับว่า...ฝ่ายบริหารคือคณะรัฐมนตรี ไม่เป็นผู้เริ่มต้น...ฝ่ายนิติบัญญัติเลยไม่ต้องรับผิดชอบ...และรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยหรือ...โดยอ้างว่า เข้ามาเป็นรัฐบาลเมื่อ ปลายธันวาคม 2551...ไม่มีเวลาหรือเวลาเหลือน้อย...ไม่ทัน...ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วน ถ้ากลัวไม่เสร็จทันตามกรอบเวลา...คณะรัฐมนตรีออกเป็น"พระราชกำหนด" ก่อน ก็อาจเป็นไปได้ไหม???...
...เห็นไหมว่า...การจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง การจะเป็นผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ...จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่...ต้องมีความรู้...ต้องมีสติปัญญา...ต้องมีความสามารถ...ไม่ใช่อาศัยอิทธิพล เส้นสาย(อภิสิทธิ์) การอุปถัมภ์ ศาลเตี้ย เงินทอง อายุตัวที่มากขึ้นโดยอายุสมองกลับน้อยลง...เพราะความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมคือการปฏิเสธการให้ความยุติธรรมและนำมาซึ่งความวุ่นวายเดือดร้อนหายนะของประเทศไทยและคนไทยโดยรวม...
...ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือผู้ที่อาสาเสนอตัวเข้ามาทำงานให้บ้านให้เมืองเข้ามารับใช้ประชาชนคนไทย...ท่านต้องยึดนิติรัฐและถ้านิติธรรมด้วยยิ่งดี...ไม่อย่างนั้น ท่านควรต้องลงมาเป็นประชาชนคนไทยธรรมดาสามัญเยี่ยงผมเยี่ยงคนไทยส่วนมาก จะดีกว่า...
...โปรดฟังอีกครั้ง...ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่า คนไทยทุกคนทุกท่านไม่ได้ต้องการให้...ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อคิด พูด ทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย สิ่งที่ละเมิดกฎหมาย ต้องได้รับโทษถึงขนาดติดคุกติดตาราง...ขอเพียงท่านเหล่านั้น เมื่อคิด พูด ทำสิ่งที่ผิดกฎหมายและหรือสิ่งที่ละเมิดกฎหมาย ขอได้โปรดแสดงความรับผิดชอบโดยพลัน...คนไทยทุกคนทุกท่านก็พร้อมที่จะให้อภัย...โดยส่วนตัวผม อาจยกเว้นความผิดลหุโทษและหรือความผิดโดยประมาท...
ความคิดเห็นที่ 7
ไม่รู้ หรือ แกล้งโง่ , 2 กันยายน 2552 14:16
ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งโง่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่า ไ อ้ อี คนไหนทำใหชาติไทยต้องเสียดินแดนขอให้มันอย่าได้อยู่อย่างมีความสุข ขอให้มันเสียทรัพย์เสียยศเสียศักดิ์ไปตลอดกาล เพราะแผ่นดินไทยได้มาโดยชีวิตและเลือดเนื้อของบรรพบุรุษไทย....จากคนที่รักชาติอย่างแรงๆๆ
ความคิดเห็นที่ 6
ไทยแท้ , 2 กันยายน 2552 09:55
ห่วงชาติจะเสียดินแดน เพราะไม่มั่นใจในความรู้ความสามารถของ ครม ว่าจะทันเขมรหรือไม่
ความคิดเห็นที่ 5
ฟฟ , 2 กันยายน 2552 07:33
ยามนี้คนไทยต้องเลือกระหว่าง
- การกลัวขึ้นศาลโลกอีกครั้ง
และไทยอาจจะเสียเปรียบ กลัวจนไม่กล้าปกป้องอธิปไตยและต้องยอมเป็นเบี้ยล่างให้
กัมพูชาอ้างแผนที่ฝรั่งเศสและเข้าไปยึดครอง ต้องกลัวอย่างนี้ไปตลอดอีกชั่วลูกชั่วหลาน และท้ายสุดก็ต้องเสียดินแดนถ้ากัมพูชามันอยากได้เมื่อใด
หรือ
-จะสู้กับกัมพูชาอย่างศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะโดยการเจรจาหรือใช้กำลังก็ตาม ถ้าท้ายสุดหากต้องเสียดินแดนเหมือนกัน อย่างไรเราก็ได้สู้เพื่อรักษาอธิปไตย
ความคิดเห็นที่ 4
จิ้งจกทัก ต้องฟัง , 1 กันยายน 2552 23:00
ทางแก้เกมเขมร
1) ยึดเกาะกงก่อน
2) เปิดเจรจาให้เขมรถอนทหารและชุมชนบนเขาพระวิหารและปราสาทเขาพระวิหารออก แลกกับไทยถอนกำลังออกจากเกาะกง
3) มิเช่นนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สส สว มีสิทธิติดคุกฐานขายชาติ แน่นอน
4) ตระ * ล "เวชชาชีวะ" อาจตกระกำลำบากจนลาออกจากเป็นคนไทย
เพราะมีลูกหลายขื่อนายอภิสิทธิ์ กระทำการเข้าข่าย ขายแผ่นดิน ขายชาติ ก็ครั้งนี้ หรือเปล่า
ประชาชนต้องติดตาม
ความคิดเห็นที่ 3
หากพรรคคนหน้าด้าน อยากให้บ้านเมืองสงบ , 1 กันยายน 2552 20:52
หากพรรคคนหน้าด้าน อยากให้บ้านเมืองสงบจริงๆ ต้องแก้ไขการปฎิบัติหลายมาตรฐานของพวก * ก่อน ดังนี้
- รีบแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ก่อน เพราะปล้นอำนาจเค้ามา เดี๋ยวพรรค * จะแกล้งยุบพรรคของคนอื่นอีก โดยจ้างลูกพรรคคนอื่นให้เป็นกบฎ (เหมือนวางแผนจ้างพนักงานให้ forward เมล แล้วกะว่าจะจ้องยุบพรรคคู่แข่งอีก เพราะเลือกตั้งใหม่ก็สู้ไม่ได้) ส่วนมาตราอื่น ไม่ต้องรีบแก้ก็ได้ แล้ว
ยุบสภาเลือกตั้งใหม่
- จับพันธมารเข้าคุกก่อน แล้วรีบดำเนินคดีเพราะปิดสนามบิน / ทำเนียบ บ้านเมืองพังพินาศ
- บอกท่าน ตาชั่ง . ทั้งอิสระ หรือไม่อิสระว่า ตัดสินคดีการเมือง อย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวหรือเกรงใจพรรค * พิจารณาตามตัวบทกฏหมาย ไม่เลี่ยงบาลีเพื่อหาช่องว่างของกฏหมายช่วยเหลือกัน หรือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม
** แต่ดูแล้ว ยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา และนายหมีเทพ ไม่ต้องตามหาทักษิณหรอก แก้นิสัยกะล่อน โกหกตอแหล ตัว * และพรรคพวก * ก่อนให้มีคุณธรรม+จริยธรรม ซัก 50% ก็พอแล้ว ทุกวันนี้โกหกทุกวันจับได้เป็นหลายพันครั้งแล้ว **
ความคิดเห็นที่ 2
New Yorker , 1 กันยายน 2552 20:07
ร่างข้อตกลงระบุให้คู่ภาคีถอนทหาร แต่ไม่รวมพระและชาวบ้านเขมรหรือพลเรือนสัญชาติใดๆ
รัฐบาลไทยห้ามคนไทย พ่อค้าไทยเข้าไปในเขตพิพาท แต่
รัฐบาลเขมรส่งคนเขมรและพระทหารเขมร เข้าในเขตพิพาท
เท่ากับไทยยอมให้เขมรเข้ายึกพื้นที่ก่อน จึงเจรจา JBC
เจรจาอย่างไรๆ ไทยก็แพ้ เพราะไม่สามารถเข้าพื้นที่พิพาทได้
รัฐบาลและนายทหารีผู้ใหญ่ไทย ไม่พร้อมจะทำสงคราม
แต่ก็ไม่ยอมตั้งเงื่อนไขก่อนการเจรจา ให้เขมรถอนพลเรือนเขมรออกไปด้วย
และไม่กล้าส่งกำลังเข้ารักษาแผ่นดินไทย ตามเส้นปันน้ำ
รัฐบาลอภิสิทธิ์อ้างอย่างไร คนไทยก็คงไม่เข้าใจ
หากรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ก็อาจถูกฟ้องคดีมาตรา 190 ทำให้ไทยเสียดินแดน
หากไม่ถูกฟ้อง ก็จะปรากฎชื่อและตระ * ล ที่บันทึกว่า ทำให้ไทยเสีนดินแดน
ก็อยากให้ทุกคนพิจารณา
เมื่อจิ๊งจกทัก ว่า อย่าทำ อย่าทำ
ก็ควรรับฟังไว้ก่อน
ประเทศไทยเจรจามาแล้ว 50 ปี
จะเจรจาต่อไปอีก 10 ปี จะตายหรืออย่างไร ไม่ทราบ
ความคิดเห็นที่ 1
ข้อเท็จจริง , 1 กันยายน 2552 18:30
ปราสาทพระวิหาร
โดย ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล
ข้อขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชากรณีปราสาทพระวิหารเป็นปัญหาเก่าแก่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกว่ากึ่งศตวรรษ บัดนี้ได้มีการหยิบยกปัญหาดังกล่าวมาถกเถียงกันอีกและมีการเขียนบทความต่างๆ มากมายรวมทั้งข้อเขียนของข้าพเจ้าเรื่องคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ซึ่งตัดสินให้ปราสาทพระวิหารอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชารวมทั้งคำคัดค้านของไทยและข้อสงวนซึ่งไทยตั้งไว้ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่กระนั้น ข้อเขียนของข้าพเจ้ายังถูกตีความคลาดเคลื่อนเนื่องจากผู้อ่านมิได้อ่านอย่างละเอียด ละเลย หรือหลงลืมบางข้อที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ข้าพเจ้าจึงขอสรุปอีกครั้งเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้
คดีปราสาทพระวิหาร
ไทย กัมพูชา พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๕
วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ กัมพูชาเป็นโจทก์ยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเพื่อฟ้องไทยเป็นจำเลย ขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่นั้นอยู่ในอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา
คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้พิจารณาพิพากษาดังนี้
(๑) ด้วยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ ศาลฯ วินิจฉัยว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา
(๒) สืบเนื่องมาจาก (๑) วินิจฉัยด้วยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ ว่าไทยมีพันธกรณีจะต้องถอนทหารและตำรวจหรือยามผู้รักษาการณ์ออกจากปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงที่อยู่บนดินแดนกัมพูชา
(๓) ด้วยคะแนนเสียง ๗ ต่อ ๕ วินิจฉัยว่าไทยมีพันธะจะต้องคืนให้กัมพูชาบรรดาวัตถุที่กัมพูชาอ้างถึงในคำแถลงสรุปข้อ ๕ ซึ่งอันตรธานไปจากปราสาทหลังจากวันที่ไทยเข้าครอบครองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗
ปัญหาเรื่องเขตแดน
ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาในคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ แม้เสียงข้างมากจะตัดสินให้ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา แต่ยังมีผู้พิพากษาอีกหลายท่านที่เขียนคำพิพากษาแย้งไว้ว่าประสาทพระวิหารยังคงอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของไทยตามหลักสันปันน้ำที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔
พื้นที่ทับซ้อนในปัจจุบันของไทยกับกัมพูชานั้นได้แก่ตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น แม้ในแผนที่อีกหลายฉบับลากเส้นเขตแดนไทยไม่ตรงกัน กัมพูชาถือว่าอยู่ในเขตของกัมพูชาโดยอ้างคำพิากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ไทยก็ถือว่าปราสาทพระวิหารเป็นเขตในอำนาจอธิปไตยของไทยโดยยึดสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตตามสนธิสัญญาทวิภาคีกับฝรั่งเศสลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ มีใจความดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กำหนดเขตแดนบริเวณที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ให้เป็นไปตามยอดภูเขาปันน้ำระหว่างดินแดนน้ำตกน้ำแสนแลดินแดนน้ำตกแม่โขงฝ่ายหนึ่ง กับดินแดนน้ำตกน้ำมูลอีกฝ่ายหนึ่งจนบรรจบถึงภูเขาผาด่าง แล้วต่อเนื่องไปข้างทิศตะวันออกตามแนวยอดภูเขานี้จนบรรจบถึงแม่โขง ตั้งแต่ที่บรรจบนี้ขึ้นไป แม่โขงเป็นเขตแดนของกรุงสยาม ตามความข้อ ๑ ในหนังสือสัญญาใหญ่ ณ วันที่ ๓ ตุลาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๒
จึงสรุปได้ว่า ในบริเวณเขาพระวิหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขาบันทัดหรือเขาดงรัก เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาอยู่ที่สันปันน้ำซึ่งเป็นพรมแดนธรรมขาติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาข้างต้นโดยกัมพูชาเป็นผู้สืบสิทธิ์จากฝรั่งเศส
การปักปันเขตแดน
การปักปันดินแดนระหว่างสองประเทศแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน ขั้นแรกได้แก่บทนิยาม (definition) ขั้นที่สองคือการลากเส้นบนแผนที่ตามบทนิยาม (delimitation) และขั้นสุดท้าย (demarcation) ในกรณีที่เป็นเขตแดนตามธรรมชาติ อาทิ แม่น้ำ ให้ถือร่องน้ำลึกหรือฝั่งแม่น้ำเป็นเส้นแบ่งเขต หากเป็นภูเขาก็ต้องเป็นไปตามยอดเขาหรือเส้นสันปันน้ำ ในกรณีที่ไม่มีพรมแดนทางธรรมชาติ คณะกรรมการผสมของทั้งสองประเทศจะเป็นผู้ปักหลักเขตแดนร่วมกันด้วยความเห็นชอบของทั้งสองฝ่าย
แผนที่
เป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจุบันมีการอ้างถึงแผนที่มากมายหลายฉบับในวาระต่างๆ ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่าแผนที่ฉบับเดียวที่อยู่ในประเด็นปัญหาได้แก่แผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องกัมพูชา แผนที่ดังกล่าวคือแผนที่ที่ทำขึ้นโดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนฝรั่งเศสฝ่ายเดียวเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๐๗ โดยไทยไม่มีโอกาสทดสอบความถูกต้องเนื่องจากไทยยังไม่ได้ก่อตั้งกรมแผนที่ทหารบก ไทยค้นพบภายหลังว่าแผนที่ดังกล่าวผิดพลาดเพราะการลากเส้นเขตแดนมิได้เป็นไปตามสันปันน้ำแต่คลาดเคลื่อนไปหลายกิโลเมตร ทำให้ปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่ในเขตไทยไปปรากฏในเขตแดนฝรั่งเศส ฉะนั้น การที่ผู้หนึ่งผู้ใดอ้างว่าแผนที่ผนวกคำฟ้องของกัมพูชาเป็นแผนที่แสดงเขตแดนจึงผิดพลาดจากความเป็นจริง
สถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นคำฟ้องแรกเท่านั้น จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยคำขอเพิ่มเติมของกัมพูชาในเรื่อง
(๑) สถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา หรือ
(๒) เส้นเขตแดนในบริเวณที่พิพาท
ดังนั้น ศาลฯ จึงงดเว้นการวินิจฉัยความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ผนวก ๑ ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชารวมทั้งสถานภาพของแผนที่ผนวก ๑ ทั้งฉบับ หรืออีกนัยหนึ่ง ศาลฯ ไม่ทำหน้าที่กรรมการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา
อำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
โดยที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีมาตรการบังคับคดี จึงสุดแต่ความสมัครใจของคู่คดีที่จะพิจารณาดำเนินการ หากคู่กรณีไม่เห็นด้วยและไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลฯ ก็ไม่มีอำนาจดำเนินการบังคับคดีแต่ประการใด
ฉะนั้น ถึงแม้คำพิพากษาของศาลฯจะถึงที่สุด แต่ก็มิได้หมายความว่าจะมีผลในการระงับกรณีพิพาท หากคู่กรณีโต้แย้ง คัดค้านและไม่ยอมรับคำพิพากษาเพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรม กรณีพิพาทนั้นๆก็ยังคงมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะได้รับการพิจารณาใหม่หรือจนกว่าจะระงับไปโดยสันติวิธีอื่นๆ อาทิ โดยการเจรจา การประชุมปรึกษาหารือ หรือตั้งคณะกรรมการสอบสวน ไกล่เกลี่ย กรรมการประนอม หรืออนุญาโตตุลาการ ฯลฯ ตามข้อ ๓๓ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ
คำพิพากษาของศาลฯ และทางปฏิบัติของรัฐคู่กรณี
ผลผูกพันของคำพิพากษา ข้อ ๕๙ ของธรรมนูญศาลฯ กำหนดว่า
คำพิพากษาของศาลฯไม่มีผลผูกพันผู้ใดนอกจากคู่กรณีและในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้น
ฉะนั้น คำพิพากษาของศาลฯ จึงผูกพันเฉพาะไทยและกัมพูชา ใช้อ้างยันกับผู้อื่นมิได้ และไม่ผูกพันประเทศที่ ๓ หรือองค์การระหว่างประเทศ อาทิ ยูเนสโกหรือคณะกรรมการมรดกโลก และไม่มีผลเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่อย่างใดเนื่องจากการขึ้นทะเบียนมิใช่ข้อพิพาทในคดีที่ศาลฯ ตัดสิน
อนึ่ง ข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาลฯ กำหนดว่า
คำพิพากษาของศาลนั้นถึงที่สุดและไม่มีการอุทธรณ์ ในกรณีที่มีการโต้แย้งเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลฯจะเป็นผู้ตีความเมื่อคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ
จุดยืนและท่าทีของประเทศไทย
ประเทศไทยพิจารณาเห็นว่า ศาลฯ มิได้วินิจฉัยคดีปราสาทพระวิหารตามกระบวนการที่ชอบ และได้ตัดสินคดีโดยขัดต่อหลักความยุติธรรมและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ประกาศจุดยืนของประเทศไทยให้ทราบทั่วกันว่าไทยไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลฯ แต่ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ จึงได้ปฏิบัติตามพันธะข้อ ๙๔ แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ทั้งนี้โดยยื่นคำประท้วงคัดค้านไปยังสหประชาชาติและตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนว่าไทยสงวนสิทธิที่มีอยู่หรือพึงมีในอนาคตที่จะดำเนินการเรียกคืนซึ่งการครอบครองปราสาทพระวิหารโดยสันติวิธี
ดังนั้น รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ยืนยันจุดยืนดังกล่าวเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ และในวันรุ่งขึ้น จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แจ้งให้ประชาชนทราบทั่วกัน
คำปราศรัยของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์
ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำปราศรัยทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ตามข้อความดังนี้
พี่น้องร่วมชาติ และมิตรร่วมชีวิตของข้าพเจ้าทั้งหลาย
ตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ศาลโลก ได้วินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และทางรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบมาตามลำดับแล้วนั้น โดยที่รัฐบาลของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและโดยเฉพาะตัวข้าพเจ้าถือว่าเรื่องนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวกับผลได้ผลเสียอย่างสำคัญของชาติ เป็นเรื่องของแผ่นดินไทยซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษของเราสู้อุตส่าห์ฝ่าคมอาวุธรักษาไว้ และตกทอดมาถึงคนรุ่นเรา จึงสมควรที่เราทุกคนจะได้เอาใจใส่ และสนใจร่วมรู้ร่วมเห็นก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ ลงไปเกี่ยวกับผืนแผ่นดินนี้ ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงถือว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลและของตัวข้าพเจ้าเองที่ต้องชี้แจงให้พี่น้องร่วมชาติทั้งหลายได้ทราบถึงการที่รัฐบาลนี้ต้องตัดสินใจในกรณีปราสาทพระวิหารต่อไป
แต่เนื่องในการกล่าวคำปราศรับนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนใจพี่น้องทั้งหลายอยู่มาก ข้าพเจ้าจึงจำต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า ข้าพเจ้าทราบดีว่า ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจแล้ว คนไทยผู้รักชาติทุกคนมีความเศร้าสลดและขมขื่นใจเพียงใด การแสดงออกของประชาชนในการเดินขบวนทั่วประเทศเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลโลกในสัปดาห์ที่แล้วมาเป็นสิ่งที่เห็นกันอย่างแน่ชัดอยู่แล้ว แต่ก็จะทำอย่างไรได้ เราต้องถือเป็นคราวเคราะห์ร้ายของเราที่ต้องมาประสบกับชตากรรมเช่นนี้ เราจะไม่โทษใครเป็นอันขาด เพราะการที่ไปโทษคนที่พ้นหน้าที่ไปนั้นย่อมเป็นการไม่สมควร แต่ทั้งนี้ก็มิใช่เราจะพากันนิ่งเฉยท้อแท้ใจ ชาติไทยจะยอมท้อแท้ทอดอาลัยไม่ได้ เราเคยสูญเสียดินแดนแก่ประเทศมหาอำนาจที่ล่าอาณานิคมมาแล้วหลายครั้ง ถ้าบรรพบุรุษของเราของเรายอมท้อแท้ เราจะเอาแผ่นดินที่ไหนมาอยู่กันจนถึงทุกวันนี้ เราจะต้องหาวิธีต่อสู้ต่อไป ส่วนเราจะต่อสู้อย่างไรนั้น นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะในการต่อสู้กรณีเช่นนี้ เราอาจทำได้หลายวิธี และแต่ละวิธีก็มีผลดีผลเสียแตกต่างกัน เราจะต้องได้พิจารณาให้สุขุมรอบคอบ ต้องใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ และด้วยสายตามองการณ์ไกล แล้วเลือกใช้วิธีที่ดีที่สุด ละเมียดละไมและให้คุณประโยชน์มากที่สุดทั้งในเวลานี้และในอนาคต ชาติเราจึงจะสามารถธำรงเอกราชและอธิปไตยอยู่ได้ และอยู่ในฐานะที่กล่าวได้ว่า เต็มไปด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ ขอให้พี่น้องผู้รักชาติทั้งหลายโปรดอย่าได้ใช้อารมณ์หุนหันพลันแล่นหรือคิดมุทลุจะหักหาญด้วยกำลังแต่เพียงอย่างเดียว สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ในฐานะที่มีชีวิตเป็นทหารมาแต่เล็กแต่น้อย และได้เคยผ่านสงครามทำการสู้รบมาแล้วหลายครั้ง ข้าพเจ้าจึงมิได้มีความเกรงกลัวการสู้รบแต่ประการใด แต่ตามพันธกรณีที่มีอยู่ตามกฎบัตรสหประชาชาติ ยังไม่เป็นเรื่องที่ควรรบกัน
สำหรับกรณีปราสาทพระวิหารซึ่งศาลโลกได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วนั้น ข้าพเจ้าขอทบทวนความเข้าใจกับเพื่อนร่วมชาติทั้งหลายว่า รัฐบาลและประชาชนชาวไทยไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลกทั้งในข้อเท็จ จริงในทางกฎหมายระหว่างประเทศและในหลักความยุติธรรม ตามเหตุผลที่รัฐบาลได้แถลงไปแล้ว แต่เราก็ตระหนักดีว่าคำพิพากษาของศาลเป็นอันเสร็จเด็ดขาด ไม่มีทางจะอุทธรณ์ได้ ยิ่งกว่านั้น มาตรา ๔๔ บ่งไว้ว่า ข้อ ๑ สมาชิกแต่ละประเทศของสหประชาชาติรับที่จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีใดๆ ที่ตนตกเป็นผู้แพ้ ข้อ ๒ ถ้าผู้แพ้ในคดีใดไม่ปฏิบัติ ข้อผูกพันซึ่งตกอยู่แก่ตนตามคำวินิจฉัยของศาล อีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งถ้าเป็นเป็นความจำเป็น ก็อาจทำตามคำแนะนำหรือวินิจฉัยมาตรการที่จะดำเนินเพื่อยังผลให้เกิดแก่คำพิพากษานั้นได้
เมื่อเป็นดังนี้ แม้ว่ารัฐบาลและประชาชนชาวไทยจะได้มีความรู้สึกสลดใจและขมขื่นเพียงใด ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในกฏบัตรสหประชาชาติ กล่าวคือ จำต้องยอมให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือพระวิหารนั้นตามพันธกรณีแห่งสหประชาชาติ แต่รัฐบาลขอตั้งข้อประท้วงและขอสงวนสิทธิ์อันชอบธรรมของประเทศไทยในเรื่องนี้ไว้ เพื่อสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนิน การทางกฎหมายที่จำเป็นซึ่งอาจมีขึ้นในภายหน้าให้ได้สิทธิ์นี้กลับคืนมาในโอกาสอันควร
พี่น้องชาวไทยที่รัก ข้าพเจ้าก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียว กับพี่น้องทั้งหลาย และถ้าพูดถึงความรักชาติบ้านเมือง ข้าพเจ้าก็เชื่อเหลือเกินว่าข้าพเจ้ามีความรักชาติไม่น้อยกว่าพี่น้องคนไทยทั้งหลาย แต่ที่รัฐบาลจำต้องโอนอ่อนปฏิบัติตามพันธกรณีในกฏบัตรสหประชาชาติก็โดยคำนึงถึงเกียรติภูมิของประเทศไทยที่เราสร้างสมไว้เป็นเวลานับเป็นร้อยๆ ปี ยิ่งกว่าปราสาทพระวิหาร ทั้งนี้ มิใช่เกิดเพราะความกลัวหรือความขี้ขลาดแต่ประการใดเลย แต่พี่น้องชาวไทยทั้งหลายต้องมองการณ์ไกล เวลานี้เราอยู่ในสังคมของโลก สมัยนี้ไม่มีชาติใดที่จะอยู่โดยโดดเดี่ยวได้ ประเทศไทยของเราได้รับความนิยมนับถือจากสังคมนานาชาติเพียงใด พี่น้องทั้งหลายคงจะทราบดีอยู่แล้ว ถ้าชาติของเราต้องเสียศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิไปเนื่องจากปราสาทพระวิหารคราวนี้แล้ว อีกกี่สิบกี่ร้อยปีเราจึงจะสามารถสร้างเกียรติภูมิที่สูญเสียไปคราวนี้กลับคืนมาได้ ข้าพเจ้าทราบดีว่าการสูญเสียปราสาทพระวิหารคราวนี้เป็นการสูญเสียที่สะเทือนใจคนไทยทั้งชาติ ฉะนั้น แม้ว่ากัมพูชาจะได้ปราสาทพระวิหารนี้ไป ก็คงได้แต่ซากสลักหักพังและแผ่นดินที่รองรับพระวิหารนี้เท่านั้น แต่วิญญาณของปราสาทพระวิหารยังอยู่กับไทยตลอดไป ประชาชนชาวไทยจะรำลึกอยู่เสมอว่า ปราสาทพระวิหารของไทยถูกปล้นเอาไปด้วยอุปเท่ห์เล่ห์กลของคนที่ไม่รักเกียรติและไม่รักความชอบธรรม เมื่อประเทศไทยประพฤติปฏิบัติตนดีในสังคมโลก เป็นประเทศที่มีศีลมีสัตย์ ในวันหนึ่งข้างหน้าไม่ช้าก็เร็ว ปราสาทพระวิหารจะต้องกลับคืนมาอยู่ในดินแดนไทยอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าการปฏิบัติของประเทศไทยตามพันธกรณีในกฏบัตรสหประชาชาติครั้งนี้คงจะทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกเห็นอกเห็นใจเรายิ่งขึ้น เหตุการณ์เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารครั้งนี้จะสลักแน่นอยู่ในความทรงจำของคนไทยสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน และจะเป็นรอยจารึกอยู่ในประว้ติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไปเสมือนหนึ่งเป็นแผลในหัวใจของคนไทยทั้งชาติ แต่ข้าพเจ้าก็ยังหวังอยู่เสมอว่า ในที่สุดธรรมะย่อมชนะอธรรม การหัวเราะทีหลังย่อมหัวเราะดังและนานกว่า
อนึ่ง ในเรื่องนี้รัฐบาลรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระประมุขที่เคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยที่ได้พระราชทานคติและพระบรมราโชวาทแก่รัฐบาลด้วยความที่ทรงห่วงใยในสวัสดิภาพของชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
ขอให้พี่น้องร่วมชาติจงได้วางใจเถิดว่า รัฐบาลที่ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้จะสามารถนำชาติและพี่น้องชาวไทยที่รักก้าวไปสู่อนาคตอันสุกใสได้ ในที่สุด ข้าพเจ้าขอรับรองต่อท่านทั้งหลายว่า เมื่อคราวที่ชาติเข้าที่คับขันแล้ว ข้าพเจ้าจะกอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องชาวไทย เอาเลือดทาแผ่นดินโดยไม่เสียดายชีวิตเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ราจะทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าเองก็มีความเจ็บช้ำน้ำใจมิได้น้อยกว่าเพื่อร่วมชาติทั้งหลาย การที่ข้าพเจ้าต้องมากล่าวถึงเรื่องนี้ในวันนี้ ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาพูดกับท่านด้วยน้ำตา แต่น้ำตาของข้าพเจ้าเป็นน้ำตาของลูกผู้ชาย ของเลือด ของความคั่งแค้นและการผูกใจเจ็บไปชั่วชีวิตทั้งชาตินี้และชาติหน้า ต่อดวงวิญญาณของบรรพบุรุษผู้กล้าหาญของชาวไทย ข้าพเจ้าขอกล่าวคำปฏิญาณด้วยสัจวาจานี้ไว้ พี่น้องที่รัก น้ำตามิได้ช่วยให้คนฉลาดขึ้นและได้อะไรคืนมา นอกจากความพยายาม ความสามัคคี ความสุขุมรอบคอบ ความอดกลั้นที่จะกล้าเผชิญกับความสูญเสีย พร้อมทั้งรวมกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิด เพื่อให้ชาติที่รักของเราแข็งแกร่งมั่นคงถาวรยิ่งขึ้น ในขั้นสุดท้ายชาติไทยต้องประสบกับชัยชนะเสมอ เราต้องกล้าสู้ ต้องยิ้มรับต่อภัยที่มาถึงตัวเรา ชาติไทยเป็นชาติที่เชื่อมั่นในบวรพุทธศาสนา ตั้งตนอยู่ในความเป็นธรรมเสมอมา ข้าพเจ้าเชื่อมั่นเสมอว่าชาติเราจะไม่อับจนเป็นอันขาด เรื่องนี้เป็นแต่เพียงเรื่องหนึ่งในเรื่องใหญ่ทั้งหลายซึ่งมีความสำคัญกว่านี้มากนัก ชาติที่รักของเรากำลังพัฒนาตามวิถีทางที่ดีอยู่แล้วทุกทาง เหตุนี้มิใช่เหตุแห่งความอับจน เราจงระวังและทำในเรื่องของชาติที่สำคัญกว่านี้ ข้าพเจ้ามั่นใจเหลือเกินว่าชาติไทยของเราจะมีอนาคตอันแจ่มใสและรุ่งโรจน์ประเทศหนึ่งอย่างแม่นมั่นในอนาคตอันใกล้นี้ เราจงมาช่วยกันสร้างชาติที่รักยิ่งของเรา
พี่น้องชาวไทยที่รัก ในวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้จงได้... สวัสดี...
การแถลงจุดยืนของไทย
ฯพณฯ ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือลงวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ถึง ฯพณฯ อู ถั่น รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ค อ้างถึงคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประกาศจุดยืนและท่าทีของไทยว่าไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านคำพิพากษาซึ่งขัดต่อสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ๑๙๐๗ นอกจากนั้นยังขัดต่อหลักความยุติธรรมและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จะปฏิบัติตามพันธกรณีในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ นอกจากนั้น ไทยยังได้ตั้งข้อสงวนเกี่ยวกับสิทธิที่มีอยู่และจะพึงมีในการครอบครองปราสาทพระวิหารในอนาคตตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย อนึ่ง ข้อสงวนดังกล่าวมีผลตลอดไปโดยไม่จำกัดเวลา
ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๕๐๕ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยยังได้มอบหมายให้ นายสมปอง สุจริตกุล ผู้แทนไทยในคณะกรรมการที่ ๖ (กฎหมาย) เป็นผู้แถลงย้ำให้ผู้แทนประเทศสมาชิกสหประชาชาติในคณะกรรมการกฎหมายได้ทราบถึงจุดยืนของประเทศไทยตลอดจนเหตุผลทางกฎหมายในการคัดค้านคำพิพากษาโดยละเอียด ทั้งนี้ ไม่ปรากฏว่าผู้แทนประเทศอื่นรวมทั้งกัมพูชาได้แสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้งแต่ประการใด
คำแปลหนังสือจาก ฯพณฯ ถนัด คอมันตร์ ถึงเลขาธิการสหประชาชาติ*
(*แปลโดย ศ. ดร.สมปอง สุจริตกุล)
เลขที่ (๐๖๐๑) ๒๒๒๓๙/๒๕๐๕
กระทรวงการต่างประเทศ
กรุงเทพฯ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ (ค.ศ.๑๙๖๒)
เรียน ฯพณฯ อู ถั่น
รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ
นิวยอร์ค
ข้าพเจ้าขออ้างถึงคดีปราสาทพระวิหารซึ่งกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียวได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๕๙ [พ.ศ. ๒๕๐๒] และศาลฯ ได้พิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๒ [พ.ศ. ๒๕๐๕] ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร
ในคำแถลงเป็นทางการเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๖๒ [พ.ศ. ๒๕๐๕] รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่าไทยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฯ โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลไทยพิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวขัดอย่างชัดแจ้งต่อบทบัญญัติแห่งสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ค.ศ. ๑๙๐๗ ในข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรง ตลอดจนขัดต่อหลักกฏหมายและหลักความยุติธรรม ถึงกระนั้นก็ตาม ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีแห่งคำพิพากษาตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ภายใต้ข้อ ๙๔ ของกฏบัตรสหประชาชาติ
ข้าพเจ้าขอแจ้งให้ท่านทราบด้วยว่าการตัดสินใจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรารถนาจะตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนเพื่อสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่ประเทศไทยมีหรือพึงมีในอนาคตในการเรียกคืนปราสาทพระวิหาร โดยใช้วิถีทางที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือในอนาคต และขอยืนยันการคัดค้านคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศซึ่งวินิจฉัยให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา
ข้าพเจ้าจึงขอเรียนมาเพื่อทราบพร้อมทั้งขอให้ท่านส่งเวียนหนังสือฉบับนี้ไปยังประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเทศ
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
(ลงนาม) ถนัด คอมันตร์
(ถนัด คอมันตร์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศไทย
ปฏิบัติการของไทย
แม้ศาลยุติธรมระหว่างประเทศจะไม่มีอำนาจบังคับคดี แต่เพื่อแสดงความเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ ไทยได้ดำเนินการถอนบุคลากรจากปราสาทพระวิหารและได้ล้อมรั้วรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ารอบตัวปราสาทตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย และได้ย้ายเสาธงไทยออกจากบริเวณปราสาทโดยไม่มีการลดธง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กัมพูชาส่งบุคลากรเข้าไปในบริเวณปราสาทโดยไทยมิได้สละอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ซึ่งปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ หรือยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาแต่อย่างใด บริเวณที่ตั้งของตัวปราสาทจึงเป็นพื้นที่เดียวซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น พื้นที่ทับซ้อน
ปฏิกิริยาของกัมพูชา
หลังจากไทยได้ถอนบุคลากรจากประสาทพระวิหารตามคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กัมพูชาก็ยอมรับสภาพโดยดี และมิได้โต้แย้งในการที่ไทยได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาและตั้งข้อสงวนไว้อย่างชัดเจน กัมพูชานิ่งเฉยตลอดระยะเวลา ๕ ทศวรรษโดยมิได้เรียกร้องอะไรอื่นอีก
กัมพูชาเริ่มมีปฏิกิริยาเมื่อประมาณ ๕-๖ ปีมานี้ โดยแสดงเจตน์จำนงที่จะขยายอาณาเขตรุกล้ำเข้ามาในพระราชอาณาเขตของประเทศไทย เริ่มจากรื้อรั้วที่ไทยสร้างไว้รอบปราสาท นอกจากนั้น คนชาติกัมพูชายังลอบเข้ามาตั้งถิ่นฐานในวนอุทยานเขาพระวิหารในเขตแดนไทยรวมทั้งตั้งร้านค้าและแผงลอยซึ่งเพิ่มมากขึ้นตามลำดับเพื่อขายสินค้าให้นักทัศนาจร
พื้นที่ทับซ้อน
การกล่าวถึง พื้นที่ทับซ้อน ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้น กัมพูชาได้พยายามขยายขอบเขตคำพิพากษาของศาลฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยแอบอ้างว่าศาลให้ความเห็นชอบแผนที่ผนวก ๑ ซึ่งปราศจากมูลความจริง ทั้งนี้ เนื่องจากในคำพิพากษานั้นเอง ศาลฯ ได้พิจารณาและวินิจฉัยว่าแผนที่ผนวก ๑ ท้ายคำฟ้องของกัมพูชามีข้อผิดพลาดตามที่ปรากฏในรายงานคณะผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทย ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายกัมพูชาไม่อาจหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่า เส้นสันปันน้ำ บนขอบหน้าผาคือเส้นเขตแดนที่แท้จริงระหว่างไทยกับกัมพูชา เส้นเขตแดนดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนไทย
อายุความฟ้องร้อง
ปัญหาเรื่องอายุความฟ้องร้องไม่เป็นประเด็นในกฎหมายระหว่างประเทศนอกจากในกรณีที่เกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีต่อศาลหนึ่งศาลใดที่มีอำนาจพิจารณาข้อขัดแย้งระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง หากจะกล่าวถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปัจจุบัน อายุความ ๑๐ ปีมีอยู่กรณีเดียว กล่าวคือการร้องขอให้ทบทวนคำพิพากษาตามข้อ ๖๑ วรรค ๕ แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรม
ในกรณีปราสาทพระวิหาร การกล่าวถึงอายุความ ๑๐ ปีนั้นใช้เฉพาะสิทธิของคู่คดีซึ่งได้แก่ไทยหรือกัมพูชาที่จะร้องเรียนให้ศาลทบทวนคำพิพากษาเดิมเท่านั้น ฉะนั้น หากไทยหรือกัมพูชาดำริให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทบทวนคำพิพากษาปี พ.ศ.๒๕๐๕ ก็จะเป็นการสายเกินไป ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดดำริที่จะกระทำเช่นนั้น
ส่วนกรณีอื่นๆ เช่นการเพิกถอนหรือตีความคำพิพากษา การฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ หรือระงับกรณีพิพาทโดยอาศัยกลไกอื่น อาทิ ศาลอนุญาโตตุลาการ ฯลฯ ซึ่งไทยหรือกัมพูชามิได้กระทำการแต่อย่างไร ปัญหาเรื่องอายุความจึงยังไม่เป็นประเด็น
อายุความข้อสงวน
ข้อสงวนของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษาของศาลในคดีปราสาทพระวิหารซึ่งไทยได้แจ้งไปยังเลขาธิการสหประชาชาติในหนังสือลงวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ พร้อมทั้งส่งเวียนให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติรับทราบทั่วกันโดยไม่ปรากฏว่ามีประเทศหนึ่งประเทศใดโต้แย้ง ทักท้วง หรือค้ดค้านแต่ประการใดนั้น เป็นข้อสงวนที่ปลอดอายุความ มีผลตลอดกาลตราบใดที่ยังอยู่ใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ การที่ข้อสงวนดังกล่าวมิใช่เป็นการทบทวนคดีเก่าซึ่งต้องกระทำภายในกำหนดเวลาที่จำกัดไว้ จึงยังมีผลบังคับจนทุกวันนี้ยกเว้นจะถูกเพิกถอนหรือยกเลิกอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลไทย
ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล*
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒
ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล
* B.A., B.C.L., M.A., D.Phil., and D.C.L. (Oxon)
Diplômé dEtudes Supérieures de Droit International Public, Docteur en Droit (Paris)
LL.M. (Harvard)
of the Middle Temple, Barrister-at-law (United Kingdom)
Diplômé de lAcadémie de Droit International de La Haye (Nederland)
- คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
- ศาสตราจารย์กิตติคุณกฏหมายระหว่างประเทศและกฏหมายเปรียบเทียบ
มหาวิทยาลัยกฎหมายโกลเดนเกท ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
- สมาชิกสถาบันอนุญาโตตุลาการแห่งประเทศไทย
- สมาชิกสถาบันอนุญาโตตุลาการองค์การกฏหมายเอเซีย-แอฟริกา ณ กรุงไคโร และกัวลาลัมเปอร์
- อนุญาโตตุลาการอิสระ
- อดีตเลขาธิการอาเซียน (ประเทศไทย)
- อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ลักเซมเบอร์ก ญี่ปุ่น
ฝรั่งเศส โปรตุเกส อิตาลี กรีก อิสราเอล และองค์การตลาดร่วมยุโรป
- อดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำ UNESCO และ FAO
- อดีตสมาชิกศูนย์ระงับข้อพิพาทการลงทุนศาลอนุญาโตตุลาการธนาคารโลก ICSID World Bank
- อดีตกรรมาธิการสหปราชาชาติเพื่อพิจารณาค่าชดเชยความเสียหายในประเทศคูเวต (UNCC)
- และทนายผู้ประสานงานคณะทนายฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหาร
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๕