‘บอนด์ 100 ปี’ ไร้ดอกเบี้ย ถ้าสหรัฐขาย ไทยลงทุนไหม?

โลกใบนี้ดูยุ่งเหยิงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” กลับมารับหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอีกสมัย ...เพียงแค่ 2 เดือนหลังเขาขึ้นรับตำแหน่งได้ออกกฎเกณฑ์ต่างๆ มากมาย
สร้างระเบียบโลกใหม่ขึ้นมาแบบไม่หยุดหย่อน หลายประเทศสุดจะเอือมระอาแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ล่าสุดคนในแวดวงเศรษฐกิจการเงินโลก เริ่มอยู่ในอาการกระสับกระส่ายอีกครั้ง หลังมีนักวิเคราะห์ออกมาพูดถึงความเป็นไปได้ของ “ข้อตกลง มาร์-อา-ลาโก” (Mar-a-Lago Accord) มากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อตกลงมาร์-อา-ลาโก ถูกนำเสนอขึ้นโดย “สตีเฟน มิเรน” ซึ่งเป็นนักกลยุทธ์อาวุโสของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ชื่อว่า ฮัดสัน เบย์ แคปิตอล แมเนจเมนท์ เป็นแนวคิดที่หยิบขึ้นมาเปรียบเทียบกับการจัดระเบียบการเงินโลกครั้งก่อนๆ เช่น Plaza Sccord ส่วนชื่อข้อตกลงนี้เรียกตามรีสอร์ทหรูของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในรัฐฟลอริดา โดยหัวใจสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว มุ่งเป้าไปที่การปรับโครงสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศ มีเป้าหมายหลัก คือ ลดค่าเงินดอลลาร์เพื่อสร้างความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตในสหรัฐ ซึ่งจะช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐลงด้วย
กลไกที่ถูกเสนอภายใต้แนวคิดนี้มีความน่าสนใจและท้าทายอย่างยิ่ง เพราะเขาเสนอให้เรียกคู่ค้าสหรัฐมาเจรจาเพื่อกดเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ที่สำคัญได้เสนอให้ประเทศที่ถือเงินดอลลาร์มากๆ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ดอลลาร์แข็งค่าเปลี่ยนมาถือ พันธบัตรสหรัฐอายุ 100 ปี โดยไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย เขามองว่าวิธีนี้ยังช่วยลดภาระหนี้ของสหรัฐลงอย่างมหาศาลด้วย ถ้าประเทศไหนถือเงินดอลลาร์สำรองไว้ในรูปแบบอื่นก็อาจถูกเรียกเก็บภาษีจากการถือครองเพื่อเป็นรายได้ให้กับสหรัฐ
ยังมีรายละเอียดของข้อตกลงดังกล่าวอีกมากที่น่าสนใจ และคิดว่าประเทศต่างๆ ที่ค้าขายกับสหรัฐมากๆ ควรต้องศึกษาข้อตกลงนี้ให้ดี ...มาถึงตรงนี้หลายคนคงตั้งคำถามว่า
ข้อเสนอจากนโยบายที่สุดโต่งแบบนี้สหรัฐจะกล้านำมาใช้จริงหรือ ซึ่งเดิมทีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนไม่ได้สนใจแนวคิดของข้อตกลงนี้เลย
แต่อยู่ๆ ก็มีประเด็นที่ทำให้ทุกคนหันมาสนใจเพราะเมื่อเร็วๆ นี้ นายสตีเฟน มิเรน เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งเปรียบเหมือนมือขวาทางด้านเศรษฐกิจของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลสหรัฐกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของแนวคิดดังกล่าวอยู่
รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ “แพทองธาร ชินวัตร” ที่ตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้สูงถึง 3-3.5% อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก การคิดนอกกรอบและการปรับตัวเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้เชื่อว่าถือในรูปเงินดอลลาร์เกินครึ่งจึงน่าจะได้รับผลกระทบจากข้อตกลงที่ว่านี้ไม่น้อยหากสหรัฐนำมาใช้จริง ดังนั้นเราเองก็ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน!