ตลาดทุนไทย กับ ใจที่ยังหวัง และ จิตที่ยังศรัทธา

มุมมองเชิงบวกกับ TISA หากบ้านเราทำตามแบบ NISA ของญี่ปุ่นในแง่ของภาษีตามที่กล่าวด้านบน ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องของการออมนั้นเป็นเรื่องปัจเจคบุคคล ทั้งวินัยในการออม ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆในชีวิตประจำวัน รวมถึง สภาวะหนี้ครัวเรือนและการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน สิ่งดังกล่าวอาจส่งผลต่อเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่โครงการ TISA ของเราได้

สวัสดีหุ้นไทยที่ระดับต่ำกว่า 1,200 จุด ... ผมเชื่อว่าผู้อ่านและนักลงทุนหลายท่าน แม้จะหมดหวัง ถอดใจ กับ SET Index บ้านเรา แต่ น่าจะมีอยู่น้อยคนที่คิดว่าหุ้นไทยจะมีเลข 1,1xx นำหน้า เพราะต่างคิดว่า 1,2xx น่าจะเอาอยู่

ไม่มีใครอยากให้ประเทศไทย และ หุ้นไทย มาถึงจุดนี้ 

ดังนั้น ทางการ ทั้ง ภาครัฐฯ และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จึงได้มีการหารือ และ พูดคุย ถึง มาตรการพยุงหุ้นไทยอีกครั้ง ทั้ง โครงการ JUMP+ การกลับมาของ TESGX และ โมเดล TISA แบบญี่ปุ่น  

ตลาดทุนไทย กับ ใจที่ยังหวัง และ จิตที่ยังศรัทธา

ในบทความนี้ ผมจะพาไปล้วงลึกเกี่ยวกับมาตรการข้างต้นกันครับ

ประการแรก รู้จักกับมาตรการ JUMP+ / TESGX / TISA 

JUMP+ คือ โครงการจากตลท. ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2568-2570) ของ ตลท. ซึ่ง บริษัทที่เข้าร่วมจะได้รับการยกเว้นกำไรภาษี เช่น 1) หากกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจะได้รับการยกเว้นภาษีในช่วง 3 ปีแรก 2) ลดข้อจำกัดทางภาษีหากมีการทำ M&A

TESG หรือ Thailand ESG Fund คือ กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนซึ่งมีสิทธิพิเศษให้ผู้ลงทุนสามารถนำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเหมือนกับการลงทุนใน RMF SSF SSFX หรือ LTF โดย TESG TESGX กำหนดให้สามารถลงทุนในหุ้นไทยและตราสารหนี้ไทยที่ให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนหรือตามหลัก ESG

TISA หรือ Thailand Individual Saving Account เป็นโมเดลที่ ตลท. นำมาจากมาตรการของประเทศญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า NISA (Nippon Individual Savings Account) ซึ่งโครงการนี้จะทำให้นักลงทุนเข้าลงทุนหุ้นรายตัวได้โดยถือระยะยาว และ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีบุคคลประจำปีภายใต้เพดานที่กำหนด 

ซึ่งจะคล้ายคลึงกับกองทุนประหยัดภาษีแต่จะไม่ใช่มาตรการที่เข้ามาแทนกองทุนรวมที่มีอยู่เดิม ทั้ง RMF หรือ TESG แต่จะเป็นมาตรการใหม่ที่ช่วยสนับสนุนหุ้นไทยโดยตรง โดย มีเงื่อนไขว่าจะถือครองหุ้นไปจนถึงวัยเกษียณถึงจะขายหุ้นออกมาได้โดยไม่เสียภาษี 

ประการที่สอง ไทมไลน์ของ JUMP+ / TESGX / TISA

ล่าสุด รัฐบาลประกาศจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ย้ายการลงทุนใน LTF มาอยู่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือ คือ “TESGX” โดยกำหนดให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนี้ได้ 300,000 บาท ส่วนอีก 200,000 บาทจะใช้สิทธิลดหย่อนได้ปีละ 50,000 บาทเป็นเวลา 4 ปี 

นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทแก่นักลงทุนที่ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน TESGX ช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. 2025 

ส่วนโครงการ JUMP+ ตลท. ตั้งเป้าเริ่มโครงการ พ.ค.68 

ประการต่อมา ตัวเลขทางสถิติ กับ JUMP+ / TESGX / TISA

กระทรวงการคลังประเมินว่า

“มีแนวโน้มว่าน่าจะมีเงินลงทุนในกองทุน LTF (1.8 แสนล้านบาทหรือ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ประมาณ 75% ย้ายเข้ามาลงทุนใน TESGX และคาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่กองทุนอีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เท่ากับว่า กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าจะมีเงินลงทุนในกองทุน TESGX ประมาณ 1.65 แสนล้านบาท”

ส่วน TISA นั้น หากอ้างอิงจากสถิติของ NISA พบว่ามูลค่าเงินลงทุนในบัญชี NISA เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราวๆ 6 ล้านล้านเยนในปี 2015 มาเป็น 46 ล้านล้านเยน ในปี 2025 หรือ เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าภายในระยะเวลา 10 ปี เนื่องจาก NISA บัญชีการลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งเงินปันผล (Dividend) กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) และ ดอกเบี้ย (Interest) ทั้งหมด

และ ประการสุดท้าย มุมมองต่อ JUMP+ / TESGX / TISA

สิ่งที่ผมเห็นเหมือน คือ ทั้ง “สาม” มาตรการ คือ แรงจูงใจทางภาษีทั้งในแง่ของนิติบุคคลและบุคลลธรรมดาในเชิงการลดหย่อน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าสูงทีเดียว

สิ่งที่ผมเห็นต่าง คือ ในส่วนของ TESGX ผม และ CGSI เชื่อว่ากระทรวงการคลังอาจมองในแง่ดีเกินไป 

“เราคาดว่าน่าจะมีเงินลงทุนใน LTF เพียงครึ่งเดียวที่จะย้ายมาลงทุนใน TESGX ใหม่ ส่วนเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนใน TESGX น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเท่ากับว่า เราคาดการณ์ว่าจะมีเงินลงทุนในกองทุน TESGX ประมาณ 1.0 แสนล้านบาท (น้อยกว่าคาดการณ์ของกระทรวงการคลังที่ 1.65 แสนล้านบาท)”

แต่ในส่วนของ TISA ผมกลับมีมุมมองเชิงบวกกับ TISA หากบ้านเราทำตามแบบ NISA ของญี่ปุ่นในแง่ของภาษีตามที่กล่าวด้านบน ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องของการออมนั้นเป็นเรื่องปัจเจคบุคคล ทั้งวินัยในการออม ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆในชีวิตประจำวัน รวมถึง สภาวะหนี้ครัวเรือนและการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันของเศรษฐกิจไทย ณ ปัจจุบัน สิ่งดังกล่าวอาจส่งผลต่อเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่โครงการ TISA ของเราได้

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าผู้อ่านและนักลงทุนหลายคนต่างทั้งท้อใจกับเศรษฐกิจที่ยังฟื้นได้ไม่เต็มที่ อากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ หุ้นไทยที่สาละวันเตี้ยลง หลายคนหมดกำลังใจ ... ทุกคนต่างมีปัญหาของตนเอง 

ณ ปัจจุบัน ตัวผมก็ได้เผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่เช่นเดียวกัน เพราะ คุณปู่ หรือ อากงของผมที่เลี้ยงผมมากว่าสามสิบปีก็ได้จากไปจากอุบัติเหตุที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น 

ก่อนนอนทุกคืนอากงกับผมมักจะชอบดูหนังจีนม้วนเก่าที่มีชื่อว่า “เจ้าพ่อตลาดหุ้น” กันเป็นประจำ

ตัวละครที่ผมและอากงชื่นชอบก็คือ “ติงไห่” นำแสดงโดย “เจิ้ง เซ้า ชิว”

ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึง “ติงไห่เอฟเฟกต์” หรือ ปรากฎการณ์ที่หุ้นฮ่องกงมักจะร่วงลงหลัง เจิ้ง เซ้า ชิว มีผลงานใหม่ โดยสถิติย้อนหลังช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาบ่งชี้ว่าเมื่อใดที่ผลงานของ เจิ้ง เซ้า ชิว ออกอากาศ มีโอกาสที่หุ้นจะตกอยู่ที่ 70% โดยในแต่ละครั้งหุ้นจะตกลงประมาณ 5-6%

หุ้นไทยของเราอาจกำลังเผชิญกับ “ติงไห่เอฟเฟกต์” อยู่ก็เป็นได้ 

แม้คุณปู่ของผมที่อยู่บนสวรรค์ก็ยังคงได้แต่ส่ายหน้ากับสภาวะตลาดทุนไทยในปัจจุบัน แต่ทั้งตัวผมและท่านไม่เคยหมดหวัง ดังนั้น ผมจึงอยากจะมาบอกกับเพื่อนๆ ผู้อ่าน และ นักลงทุน อีกครั้งหนึ่งตามหัวข้อว่า 

“ยอมได้ ท้อได้...และถึงแม้ว่าการขายตัดขาดทุนตรงนี้อาจจะไม่ใช่จังหวะที่ดีซักเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากจะทำ ผมแนะนำว่าถ้าทำแล้วก็อย่าลืมไปมองในกองทุนลดหย่อนภาษี TESG TESGX ด้วย ... แค่ในมุมมองของการลดหย่อนภาษีก็ยังดี”

ชีวิตดำเนินต่อ ... จงมีความหวัง จงมีความฝัน และ จงศรัทธา สนุกกับการใช้ชีวิต และ การลงทุนครับ จาก กรรณ์ หทัยศรัทธา (นักกลยุทธ์การลงทุน) และ กัน (หลานชายคนโต