การเดินทางกับการนอนหลับ

การข้ามเส้นแบ่งของเวลา ยิ่งเดินทางไกล ยิ่งมีโอกาสเกิดอาการที่เรียกว่า jet lag หรือร่างกายปรับเวลาไม่ได้ เพราะยังยึดอยู่กับเวลาต้นทาง ส่งผลให้บางทีก็เกิดอาการกินไม่ได้ นอนไม่หลับ และยิ่งอายุมากขึ้น body clock หรือ biological clock ก็ยิ่งปรับตัวได้ยากขึ้นตามไปด้วย

ผมห่างหายไปจากการเขียน Everlasting Economy ประมาณ 2 ปี เพราะภารกิจควบรวมกิจการอย่างที่เราทราบกัน พอกลับมาเขียนอีกครั้ง เลยเพิ่มหัวข้อใหม่เป็น Everlasting Economy: Regenerative Reflections เพื่อสื่อว่า หากเราอยากเห็นการกินอยู่หรือเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างสืบเนื่องตลอดไปนั้น น่าจะต้องศึกษาจากวัฏจักรธรรมชาติ และประยุกต์สิ่งต่าง ๆ มาปรับใช้ โดยเฉพาะสิ่งที่บ่มสร้างหรือปรับแต่งตามธรรมชาติ เช่น เมื่อเราเป็นแผล ร่างกายจะสร้างเซลล์ขึ้นมาแทนที่เดิม หรือแม้แต่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ในวัฏจักรธรรมชาตินั้น ก็ล้วนเป็นการ regenerative แบบหนึ่งที่ทำให้มีสิ่งมีชีวิตอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์โลกให้น่าอยู่ต่อไป

การเดินทางกับการนอนหลับ

จากการที่โลกของเรามีการเปลี่ยนผ่านจาก generation หนึ่งไปยังอีก generation อย่างต่อเนื่อง ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น มีงานวิจัยหลายแห่งที่พบว่า คนวัยหนุ่มสาวมักมีจินตนาการไร้กรอบ สามารถจับแพะชนแกะจนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ กลายเป็นวิวัฒนาการ และสุดท้ายก็อาจจะเปลี่ยนโลกเลย แต่ในขณะเดียวกัน คนที่อายุมากขึ้นก็มักมีกรอบที่ชัดเจนขึ้น อาจเพราะทำงานในระบบระเบียบมานาน หรือจากประสบการณ์ที่เคยพบว่ามันทำไม่ได้ จึงเชื่อว่ามันไม่มีทางทำได้ งานวิจัยชี้ว่า ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัย งานวิจัยด้านนวัตกรรมหรือสิทธิบัตรจะลดน้อยลงตามจำนวนของประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่อเราอายุมากขึ้น การเดินทางเพื่อเปิดหูเปิดตาก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเป็นการสร้างมุมมองใหม่ ๆ และช่วยให้เกิดความคิดที่แตกต่างจากกรอบเดิม ๆ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรากระฉับกระเฉงและมีไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นได้ การเดินทางระหว่างประเทศนั้น หมายถึงการข้ามเส้นแบ่งของเวลา ยิ่งเดินทางไกล ยิ่งมีโอกาสเกิดอาการที่เรียกว่า jet lag หรือร่างกายปรับเวลาไม่ได้ เพราะยังยึดอยู่กับเวลาต้นทาง ส่งผลให้บางทีก็เกิดอาการกินไม่ได้ นอนไม่หลับ และยิ่งอายุมากขึ้น body clock หรือ biological clock ก็ยิ่งปรับตัวได้ยากขึ้นตามไปด้วย

สำหรับคนที่เดินทางบ่อย น่าจะคุ้นเคยกับฮอร์โมนแห่งความมืด หรือ เมลาโทนิน ซึ่งร่างกายจะเริ่มหลั่งเมื่อพระอาทิตย์ตก และจะมากที่สุดช่วงก่อนเที่ยงคืน ก่อนจะทยอยลดลงจนถึงตอนเช้า ซึ่ง biological clock ของคนเราจะเรียนรู้จากวัฏจักรหรือ cycle ของวัน โดยแสงแดดในตอนกลางวันจะกระตุ้นการตื่นตัว ทำให้ร่างกายตื่นและทำงาน ในขณะที่ความมืดในตอนกลางคืนจะกระตุ้นการหลั่งเมลาโทนิน ทำให้เราหลับได้ในเวลากลางคืน และตื่นในตอนกลางวัน เป็นอย่างนี้ไปเป็นวัฏจักร ซึ่งอาจมีคำถามว่า คนตาบอดจะมี body clock ไหม จากการศึกษาพบว่า เพราะคนตาบอดไม่เห็นแสง จึงสามารถเปลี่ยนวัฏจักรชีวิตได้ เช่น นอนกลางวัน ทำงานกลางคืน และนั่นเองที่นำไปสู่การค้นพบเมลาโทนิน

ยาที่มีคุณสมบัติคล้ายเมลาโทนินจึงเป็นทางเลือกสำหรับคนเดินทางบ่อย เช่น นักบิน แอร์โฮสเตส หรือนักธุรกิจข้ามประเทศที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า นักธุรกิจที่รับประทานเมลาโทนินเพื่อช่วยในการปรับตัวในการเดินทางนั้น กว่า 50% สามารถรับมือกับอาการ jet lag ได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ แต่ที่สำคัญจากงานวิจัยคือ เมลาโทนินจะช่วยให้ร่างกายปรับเวลาชีวิตได้ง่ายขึ้นเมื่อต้องบินไปทางทิศตะวันออก หรือเมื่อต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่เร็วขึ้น แต่จะมีผลน้อยลงเมื่อต้องเดินทางไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเวลาท้องถิ่นช้ากว่าเวลาต้นทาง ซึ่งก็น่าจะอธิบายได้ว่า การบินไปทางทิศตะวันตกทำให้เรามีเวลานอนนานขึ้น กว่าจะมีแสงสว่าง ร่างกายจึงไม่รู้สึกง่วงในเวลากลางวันมากนัก และสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับการบินไปทางทิศตะวันออกที่เวลาเดินเร็วขึ้น ยังไม่ทันง่วงก็มืดแล้ว แถมนอนไปแป๊บเดียวก็เช้าแล้ว การใช้เมลาโทนินจึงช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้น หลับลึก และอิ่มขึ้น

เป็นเคล็ดลับเล็ก ๆ สำหรับคนที่เดินทางบ่อยนะครับ จากประสบการณ์ของผมเอง หากไม่จำเป็นต้องรับประทานเมลาโทนินเป็นประจำ และเลือกใช้เฉพาะเมื่อต้องเดินทางไปทางตะวันออก ก็จะช่วยลดการใช้ในปริมาณมาก ลดโอกาสการดื้อยา และยังคงประสิทธิภาพของเมลาโทนินไว้ได้อย่างดีครับ

มาปีนี้ พอผมอายุมากขึ้น ก็อยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้นนะครับ เพื่อให้เกิด regenerative reflections ครับ