เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงทิศทางแผนปฏิบัติการด้านการตลาดประจำปี 2570 ภายใต้แนวคิด “The Year of Transformation” ประกาศจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการท่องเที่ยวไทย พร้อมปักธงเป้าหมายหลัก สร้างรายได้รวมเติบโตไม่น้อยกว่า 5% จากปี 2569
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยตลอดปี 2569 คาดว่าจะไม่ติดลบ หรือใกล้เคียงกับปี 2568 ซึ่งมีรายได้รวม 2.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ตลาดต่างประเทศ 1.53 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน และรายได้ตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวไทย 202 ล้านคน-ครั้ง
แม้ว่าสถานการณ์ล่าสุดของปี 2569 สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-22 ส.ค. มีจำนวนสะสม 20.32 ล้านคน ลดลง 2.96% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้ตลาดต่างประเทศสะสม 9.84 แสนล้านบาท ลดลง 2.72% ส่วนนักท่องเที่ยวไทยมีจำนวนสะสม 130.94 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.05% และสร้างรายได้ตลาดในประเทศ 7.57 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9%
“ได้มอบหมายโจทย์ให้ ททท. สร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวเติบโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วง 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ (หรือประมาณปี 2572) เป็นความตั้งใจที่จะผลักดันตัวเลขรายได้รวมการท่องเที่ยวกลับไปแตะ 3 ล้านล้านบาทอีกครั้ง เท่ากับปี 2562 ก่อนโควิดระบาด ซึ่งยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยท้าทายทั้งประเทศคู่แข่งเยอะ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และภาวะเศรษฐกิจโลก”
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.จะเปิดฉากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ภายใต้แนวคิด “The Year of Transformation” ยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการเติบโตด้วย “ปริมาณ” สู่การเติบโตด้วย “คุณค่า” พร้อมตั้งเป้าหมาย “The Winning Goal 2027” ผ่าน 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ รายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่า 5% จากปี 2569 สัดส่วนการกระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลัก 60% และเมืองรอง 40% และดัชนีความภักดีของนักท่องเที่ยว (Loyalty) ติดอันดับ Top 3 ของเอเชีย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Asia’s No.1 High-Value & Meaningful Destination”
ทั้งนี้ ททท.เดินเกมรุกปล่อย “4 กลยุทธ์” เป็นแม่ไม้หมัดเด็ดที่จะใช้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย ได้แก่
1. Rebalance Market Portfolio
ปรับสมดุลโครงสร้างทั้งในมิติตลาด กลุ่มลูกค้า และพื้นที่ปลายทาง ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยแบ่งกลยุทธ์ตลาดออกเป็น 3 กลุ่ม คือตลาดที่ต้องรักษาการเติบโต (Retain) ตลาดที่ต้องปรับเปลี่ยนสู่กลุ่มคุณภาพใหม่ (Reshape) และตลาดที่ต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Recover)
พร้อมขยายฐานสู่ตลาดใหม่ทั้งยุโรปตะวันออก ลาตินอเมริกา และเมืองต้นทางใหม่ในตลาดหลัก ควบคู่กับการจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ตามพฤติกรรมและแรงจูงใจเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ Mainstream, Experience, High Value และ Premium Traveler พร้อมกระจายรายได้และโอกาสสู่ 19 พื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ผ่านโครงการ “The Link Plus” ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่ดังกล่าว 10%
2. Shape Experience Platform
ยกระดับจากจุดหมายปลายทางคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สู่จุดหมายที่มีความหมาย (Meaningful Destination) ด้วยการยกระดับแบรนด์ Amazing Thailand ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury พร้อมเปิดตัวคาแรกเตอร์ใหม่ “น้องสุขใจ” และ “น้องรักยิ้ม” เพื่อนร่วมเดินทางที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ไทยและสร้างความผูกพันกับนักท่องเที่ยว ผ่านแคมเปญ “365 ไทยเที่ยวไทย เที่ยวได้ทั้งปี” และ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย เติมเมืองไทย...ให้ใจได้ฮีล” ผ่านการออกแบบธีมประสบการณ์ ครอบคลุมอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละภูมิภาค เพื่อสร้างเหตุผลใหม่ในการเดินทาง
พร้อมต่อยอดเครือข่าย UNESCO Thailand Network และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนกว่า 55 แห่ง รวมถึงเดินหน้าสร้างอัตลักษณ์เมืองผ่าน Signature Destination Branding นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุบลราชธานี สงขลา ตราด และสมุทรสงคราม
3. Build New Growth Engine
เปลี่ยนจุดแข็งของประเทศไทยเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการเดินหน้าสร้าง “เครื่องยนต์การเติบโตใหม่” 4 ด้าน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับ “Life Economy” เศรษฐกิจที่จะทำให้ชีวิตมีคุณค่าและความสุขมากยิ่งขึ้น ได้แก่ Theme Product Experience ที่นำเสนอ 9 กลุ่มประสบการณ์ รวมถึงประสบการณ์ลักชัวรีที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน (Unseen Luxperience) สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียมและกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบองค์รวม ยกระดับไทยสู่ “Global Health & Healing Destination” ผ่านจุดแข็งด้านการแพทย์ครบวงจร การดูแลสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาไทย
นอกจากนี้ยังมี “Festival Economy” เศรษฐกิจเทศกาล จัดกิจกรรมอีเวนต์ระดับโลกและนานาชาติ ควบคู่กับการต่อยอดความสำเร็จในการผลักดันเทศกาลอัตลักษณ์ไทยในปี 2569 อย่างงานแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี งานไหลเรือไฟ จ.นครพนม และเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส จ.สกลนคร สู่การเป็นประสบการณ์ที่ต้องมาสัมผัสในไทย พร้อมขยายพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวยั่งยืนสู่ จ.น่าน และกลุ่ม Wellness Valley พร้อมส่งเสริมโรงแรมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) ภายใต้มาตรฐาน CF Hotel และกรอบการประเมิน SDG
4. Transform Together
บทบาทใหม่ของ ททท. ในการนำพาทุกภาคส่วนทรานส์ฟอร์มไปด้วยกัน ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ ใช้ข้อมูลเชิงลึกนำทาง เชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลผ่านระบบ Tourism Value Intelligence ร่วมกับเครือข่าย 45 สำนักงานในประเทศ 2 ศูนย์ประสานงาน และ 29 สำนักงานต่างประเทศ ขยายขีดความสามารถและองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง และพัฒนา “สถาบันผู้นำด้านการท่องเที่ยวผู้นำด้านการท่องเที่ยว” ซึ่งจะเปิดเป็นทางการในปี 2571 รวมทั้งสนับสนุนนวัตกรรมจากสตาร์ตอัป (Start-up) ที่ช่วยให้ทุกการเดินทางสะดวก ปลอดภัย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรึงใจตลอดเส้นทางการเดินทาง
“ปัจจุบันโลกของการท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงไม่อาจใช้วิธีคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย แต่เรายังเห็นโอกาสมากมายจากต้นทุนและความได้เปรียบของประเทศไทยทั้งด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) ประสบการณ์ที่มีความหมาย วัฒนธรรม อาหาร ความยั่งยืน และการรับรู้ในระดับนานาชาติ ททท. จึงมุ่งเปลี่ยนสิ่งที่เรามี ให้เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการ ซึ่งจะเป็นคุณค่าที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และพาประเทศไทยก้าวสู่การเติบโตในเกมท่องเที่ยวโลกอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”



