เศรษฐกิจ

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โชว์รายได้กิจการพลังงานหนุนเศรษฐกิจไทย

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โชว์รายได้ 6 เดือนแรกปี 2564 กว่า 25,000 ล้านบาท หนุนเศรษฐกิจประเทศ จัดสรรสู่ท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมเดินหน้าเปิดประมูลขับเคลื่อนลงทุน

จากสถานการณ์โควิด 19 ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยปี 2563 ทำให้จีดีพี
ติดลบ 6% ขณะที่ปีนี้มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะสามารถเติบโตได้เล็กน้อย โดยเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะนี้ คือการส่งออกและการลงทุนภาครัฐ โดยนายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน มีนโยบายผลักดันให้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ อย่างปตท. และกฟผ. เร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ รายได้จากการประกอบกิจการด้านพลังงาน ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับภาครัฐเช่นเดียวกัน โดยรายงานข่าวจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 นี้ สามารถนำส่งรายได้เข้ารัฐถึง 25,200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการจัดเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม 16,300 ล้านบาท รายได้จากองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย 5,500 ล้านบาท และรายได้อื่น ๆ ประมาณ 3,400 ล้านบาท ซึ่งรายได้จากการจัดเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมได้มีการจัดสรรกลับสู่ท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลทั่วประเทศ ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

อ่านข่าว : 'กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ' ยัน 'พายุโนอึล' ไม่กระทบแหล่งผลิตปิโตรเลียมอ่าวไทย

​ขณะที่ในปี 2563 นายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ โฆษกกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ถือเป็นหน่วยงานระดับกรมที่นำส่งรายได้เข้ารัฐ เป็นอันดับ 4 ของประเทศ โดยสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ ประมาณ 55,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่จัดเก็บได้จากธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยแบ่งเป็น ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ประมาณ 36,400 ล้านบาท รายได้จากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ประมาณ 12,000 ล้านบาท และอื่น ๆ อาทิ เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ เงินโบนัสลงนาม เป็นต้น อีกประมาณ 7,100 ล้านบาท และยังมีภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่จัดเก็บโดยกรมสรรพากร อีกกว่า 7 หมื่นล้านบาท
 

ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการแสวงหาพลังงานเชื้อเพลิง เพื่อประโยชน์ต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน และต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ยังมีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการชับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยล่าสุดได้เปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตแหล่งบนบก แปลงสำรวจ L1/64 ขนาดพื้นที่ 87.6 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสุโขทัยและกำแพงเพชร เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่อง