Data Analysis

BANKING SECTOR - กังวลผลเสียหากมีมาตรการแฮร์คัทหนี้ (15 ก.ย. 64)

ธปท. จัดประชุมนักวิเคราะห์เพื่อสรุปผลประกอบการของภาคธนาคารใน 2Q21 ประเมินระบบธนาคารไทยยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ

โดยธนาคารไทยมีระดับเงินกองทุนที่สูง (BIS Ratio 20%) รวมถึงอัตราการกันสำรองหนี้เสียที่มาก (อัตราส่วนกันสำรองต่อหนี้เสีย 187%) อีกทั้งธนาคารยังแสดงถึงความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นในไตรมาสนี้ ซึ่งหลักๆมาจากผลของค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองที่ลดลง ขณะทีอัตราส่วน NPL ยังทรงตัวที่ 3.1%

 

ธนาคารมีการเติบโตของสินเชื่อรวม 3.7% yoy ใน 2Q21 ชะลอตัวลงจาก 3.8% ใน 1Q21 โดยสินเชื่อกลุ่ม SME และรายย่อยมีการเติบโตเร่งตัวขึ้น ส่วนสินเชื่อองค์กรขนาดใหญ่มีการชะลอตัวลง เนื่องจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มเปลี่ยนจากการขอสินเชื่อธนาคารกลับไปเป็นการออกพันธบัตรหรือหุ้นกู้แทนในปีนี้หลังความผันผวนในตลาดการเงินลดลง ด้านสินเชื่อ SME มีการฟื้นตัวต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่นับผลของโครงการซอฟท์โลน เช่นเดียวกับสินเชื่อรายย่อยที่ขยายตัวหลังประชาชนต้องการแหล่งเงินทุนเพื่อธุรกิจขนาดเล็กและค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ

 

ทั้งนี้ ธปท.เปิดเผยว่าได้อัดฉีดสินเชื่อผ่านโครงการซอฟท์โลนไปแล้วมากกว่า 1 แสนลบ. โดยมีธุรกิจกว่า 33,000 รายเข้าร่วมโครงการ ส่วนการเข้าร่วมโครงการ Asset Warehousing Program ยังคงอยู่ในระดับต่ำโดยมีมูลค่าอนุมัติรวม 1.2หมื่นลบ. จากวงเงินงบประมาณทั้งหมด 1.0 แสนลบ. อย่างไรก็ดี ธปท.คาดว่าจะมีลูกหนี้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้มากขึ้นใน 2H21

ด้านประเด็นมาตรการแฮร์คัทหนี้ที่มีข่าวออกมา ธปท.กล่าวว่าการแฮร์คัทหนี้ถือเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาทางการเงินที่ธปท. สนับสนุนให้ธนาคารเสนอความช่วยเหลือให้กับลูกค้า โดยเฉพาะในส่วนที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 อย่างไรก็ตามการแฮร์คัทหนี้จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละธนาคาร ไม่ได้มีการออกมาตรการมาเป็นการบังคับเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด moral hazard

 

ธปท. กล่าวว่าไม่ได้ชื่นชอบหรือเน้นมาตรการไหนเป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องการสนับสนุนให้มีการช่วยเหลือลูกค้า โดย ธปท. พยายามหามาตรการที่ยั่งยืนในการช่วยธุรกิจมากกว่าจะใช้มาตรการระยะสั้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามธปท.ต้องสร้างสมดุลระหว่างเสถียรภาพทางการเงินและประโยชน์ที่ได้จากมาตรการ ส่วนนโยบายจ่ายปันผลในปี FY21 ธปท.กล่าวว่าขึ้นอยู่กับผล stress test ซึ่งจะประกาศในพ.ย. 2021 โดยตอนนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูลจากธนาคาร

 

Action/ Recommendation

คงให้น้ำหนักกลุ่มธนาคาร มากกว่าตลาด โดยมี KBANK (162 บาท) และ TTB (1.55 บาท) เป็นหุ้นเด่น