‘มาวินฟินเฟ่อร์’ ผมจะทำคอนเทนต์น้ำดี ปลุกสตรีทฟู้ดไทยโต

‘มาวินฟินเฟ่อร์’ ผมจะทำคอนเทนต์น้ำดี ปลุกสตรีทฟู้ดไทยโต

เทลสกอร์ ระบุตลาดอินฟลูเอนเซอร์และผู้สร้างสรรค์เนื้อหาหรือคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ในประเทศไทย มีจำนวนมากถึง 9 ล้านราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 4.5 หมื่นล้านบาท

อินฟลูเอนเซอร์ เป็นเครื่องมือที่นักการตลาดใช้ “ป้ายยา” ผู้บริโภค และนับวันยิ่งมีการเติบโตขึ้น ทว่าอีกด้านพวกเขาเหล่านี้ก็ต้องแข่งขันสูงเพื่อแย่งชิงลูกค้า

ทั้งนี้ อินฟลูเอนเซอร์ มีหลากหลายสาย หนึ่งในสายกินแซ่บ ยกให้ มาวิน ทวีผล เจ้าของเพจดัง “mawinfinferrr” (มาวินฟินเฟ่อร์) ที่มีผู้ติดตามบนเฟซบุ๊กกว่า 3.8 ล้านราย และอินสตาแกรม(IG) กว่า 1 ล้านราย

สูตรครีเอทเนื้อหาของ “มาวิน” มีจุดยืนที่ชัดเจนมุ่ง “คอนเทนต์น้ำดี” จากการรีวิวอาหาร และส่วนใหญ่จะเป็นการไปหา “ร้านริมทาง”หรือสตรีทฟู้ด จ่ายเงินเพื่อลิ้มลองเมนูต่างๆ ส่วนการ “รับจ้าง” จากลูกค้าค่อนข้างน้อย เว้น “แฟนคลับ” ตัวจริงที่ตนต้องการช่วย

ความดังที่มากขึ้น ทำให้ “มาวิน” รับงานจากแบรนด์สินค้าต่างๆ มีทั้งหมวดเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าระดับไฮเอนด์มากกว่าเป็นร้านอาหาร หรือของกิน

‘มาวินฟินเฟ่อร์’ ผมจะทำคอนเทนต์น้ำดี ปลุกสตรีทฟู้ดไทยโต

“มาวิน” เล่าให้กรุงเทพธุรกิจ ถึงเส้นทางทำคอนเทนต์เริ่มขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน โดยมีทีมงาเพียง 2 คน คือ ตนเองและ “ตู่ ปิยวดี มาลีนนท์” ทายาทอาณาจักรช่อง 3 (ภรรยา) ถ่ายทำ ตัดต่อการรีวิวอาหารร้านริมทางทุกหัวระแหง ปัจจุบันมีทีมงานรวม 5 คน และยังเนรมิตคอนเทนต์นำเสนอผ่านสื่อออนไลน์แพลตฟอร์มต่าง “ทุกวัน” เพราะเชื่อมั่นและมองโอกาส “เงินลอยอยู่ในอากาศ” จากสารพัดสื่ออนไลน์

“เงินก้อนแรกที่ได้รับจ้างรีวิวประมาณ 5,000-6,000 บาท จนถึง 1 หมื่นบาท ปัจจุบันค่าตัวเพิ่มขึ้นระดับหลักแสนบาท”

คัมภีร์ Do & Don’t เพื่อสร้างคอนเทนต์ ตั้งโจทย์ “ปลุกพลังบวก” ให้ผู้คน ไม่ด้อยค่าใคร ที่สำคัญ “อย่าทำคอนเทนต์ไม่ดีใส่ใคร” นอกจากนี้ต้อง “รู้ทันเทรนด์” แต่จะไม่ตามกระแส มีจุดยืนที่แน่วแน่ในการผลิตคอนเทนต์น้ำดี และต้องตรึงคนดูให้อยู่หมัดใน 5 วินาที ไม่เช่นนั้นอาจไม่มีตัวตนในสายตาผู้ชม

‘มาวินฟินเฟ่อร์’ ผมจะทำคอนเทนต์น้ำดี ปลุกสตรีทฟู้ดไทยโต

“Do & Don’t ของผมง่ายๆเลย คือสร้างพลังบวกให้ผู้คน ถ้าไปทานอาหารร้านที่ไม่อร่อย ผมจะไม่นำเสนอเลย ผมจะไม่พูด เพราะผมจ่ายเงินเพื่อรับประทานอาหารเอง ไม่ได้รับจ้าง’

ทั้งนี้ การรีวิวอาหาร “รสชาติ” ที่ทุกคนรับประทานล้วนไม่เหมือนกัน แม้กระทั่งปรุงสูตรทำเองที่บ้าน และหากมองจุดเด่นของร้านอาหารในประเทศไทย “ลูกค้า” สามารถเรียกร้องได้จะให้เผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน ฯ

“กรณีอาหารไม่อร่อย ผมเลือกที่จะไม่พูดมากกว่า มันง่าย ไม่ได้ยาก ไม่อร่อยของอีกคน อาจอร่อยสำหรับอีกคนได้ เอาอะไรมาวัด รสชาติของใครของคนนั้น เครื่องปรุงอยู่ข้างหน้า ปรุงสิครับ”

สำหรับการรีวิวอาหาร “สูตรกินเผ็ดแซ่บ” สวมเสื้อฮาวายลายดอกสีสันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของ “มาวิน” เพราะหลักจิตวิทยาทำให้ “คนดู” รู้สึกหิว เป็นการป้ายยาให้ตามลายแทงร้านเหล่านั้น ส่วนการเลือกโพสต์คอนเทนต์สามทุ่มสี่ทุ่ม คีย์เวิร์ดสื่อสารกับผู้ติดตาม(Follower) เพราะเป็นเคล็ดลับกระตุ้นความหิวอีกขั้น

“มาวิน” ยังเลือกร้านริมทางเมืองไทย เพราะมองตลาดวงกว้าง(Mass) เป็น “ฐานรากที่ใหญ่” ต้องการ “พลิกชีวิต” ให้กับร้านค้าเล็กๆ รายย่อยได้ลืมตาอ้าปาก รวมถึงช่วยผลักดัน “สตรีทฟู้ด” ซอฟต์พาวเวอร์ไทยดังไกลในหมู่นักกิน นักท่องเที่ยวต่างชาติ

นอกจากนี้ การทานเผ็ดแซ่บและรีวิว “ร้านริมทาง” ยังเกิดจากจุดพลิกผันชีวิตวัยเรียน ที่ครอบครัวหมดตัวเพราะเล่นการเมือง ทำให้ “มาวิน” จากนั่งรถเบนซ์ไปเรียน ต้องนั่งรถเมล์ รวมถึงใช้ชีวิตลำบาก “ทานข้าวกับพริกน้ำปลา” ทานร้านริมทาง เพื่อมีชีวิตมั่นคงในวัย 38 ปี จากอายุ 12 ปี

‘มาวินฟินเฟ่อร์’ ผมจะทำคอนเทนต์น้ำดี ปลุกสตรีทฟู้ดไทยโต

“ตอนที่เงินจะกินข้าวทุกวันแทบไม่มีเลย ทำให้ทานเผ็ดได้เยอะ เพราะพริกน้ำปลาช่วยชีวิตผมไว้ และตอนอยากทานลาบปลาดุก แล้วบ้านตรงข้ามให้กิน ผมไม่มีเงิน อยู่กับคนล่างๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้ร้านริมทางดังให้ดู”

การทำคอนเทนต์ปัง! โกยยอดผู้ชมหรือยอดวิวหลักแสนทุกคลิป และทะลุ "หลักสิบล้านวิว” มีให้เห็น หากเผชิญคอนเทนต์ที่แป้ก “มาวิน” ไม่มองเป็นความล้มเหลว แนะนำให้มองบวกเป็น “บทเรียน” ในการทำงาน

“ถ้าทำคลิป สร้างคอนเทนต์แล้วยอดวิวไม่ปัง ให้มองเป็นบทเรียน อย่ามองว่าแพ้ การเลือกร้านริมทางรีวิว เพราะต้องการยืนข้างร้านเหล่านั้น เพราะเมื่อยอดขายดี เติบโตขึ้น จะดีทั้งองคาพยพ”

อย่างไรก็ตาม จากบทบาทอินฟลูเอนเซอร์ “มาวิน” ยังขยายช่องทางสร้างรายได้ด้วยการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น และปี 2568 ต้องการลุย “ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป” ประเภท “ก๋วยเตี๋ยว” โดยจะจ้างผู้ผลิต(โออีเอ็ม) หากเปิดตัวยังมองโอกาส “ส่งออก” เมนู วัฒนธรรมอาหารไทยไปยังต่างประเทศด้วย