ปี68หนี้โลกพุ่งแตะระดับสูงสุดแนะเลิกกู้มาแจกหันใช้เพื่ออนาคต

ปี68หนี้โลกพุ่งแตะระดับสูงสุดแนะเลิกกู้มาแจกหันใช้เพื่ออนาคต

“ตลาดหนี้ทั่วโลก” หรือ “Global debt markets” มีบทบาทสำคัญในการฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ทางการเงินเมื่อปี 2551 และการระบาดของ COVID-19

ผ่านการเป็นแหล่งเงินทุนของรัฐบาลและภาคธุรกิจต่างๆ แต่บทบาทของตลาดหนี้กำลังเผชิญความท้าทายจาก ระดับหนี้สูงอยู่แล้วซ้ำยังมีต้นทุนการก่อหนี้ที่สูงขึ้น ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ก็เพิ่มขึ้น

รายงาน  OECD Global Debt Report 2025: Financing Growth in a Challenging Debt Market Environment

จัดทำโดย องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD  และเผยแพร่เมื่อ20 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา ได้เล่าถึงการวิเคราะห์แนวโน้มล่าสุดในตลาดหนี้ของรัฐบาลและของบริษัทต่างๆ ทั่วโลกจนถึงสิ้นปี 2567 นอกจากนี้ รายงานยังพิจารณาการกู้ยืมของรัฐบาลในตลาดเกิดใหม่และเศรษฐกิจกำลังพัฒนา และประเมินความสามารถของตลาดหนี้ในบทบาทช่วยจัดหาเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากสภาพอากาศ

รายงานระบุว่า การกู้ยืมของรัฐบาลและภาคเอกชนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2567  และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2568

ดังนั้น คาดว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลในประเทศ OECD จะสูงถึงระดับสูงสุดที่ 17 ล้านล้านดอลลาร์  ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจาก 14 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2566 ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่และเศรษฐกิจกำลังพัฒนา (EMDE) 

"หนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนที่สูงขึ้นและมีราคาแพงขึ้นเสี่ยงที่จะจำกัดความสามารถในการระดมทุนเพื่อการลงทุนในอนาคต รัฐบาลและบริษัทต่างๆ กู้ยืมเงินจากตลาดเป็นมูลค่า 25 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 ซึ่งมากกว่าช่วงก่อนเกิด COVID ถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ และมากกว่าจำนวนที่ระดมทุนได้ในปี 2550  ถึงสามเท่า ตามรายงานฉบับใหม่ของ OECD" 

รายงาน แสดงให้เห็นคาดการณ์ระดับหนี้จะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2568 โดยอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของรัฐบาลกลางโดยรวมในประเทศ OECD จะสูงถึง 85% สูงกว่าในปี 2562 มากกว่า 10%  และเกือบสองเท่าของระดับในปี 2550

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดสำคัญหลายแห่งเพิ่มขึ้นแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลง ขณะที่ทั้งหนี้สาธารณะและหนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการรวมกันของ 2 ปัจจัย คือ ต้นทุนที่สูงขึ้นและหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงมีจำนวนมากขึ้น นั้นกำลังจำกัดความสามารถในการกู้ยืมในอนาคตซึ่งเป็นในช่วงเวลาที่มีความต้องการการลงทุนอย่างมาก 

“รูปแบบการกู้ยืมในอดีตซึ่งเป็นผลพวงจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2551 และการระบาดของโควิด-19 ถูกใช้เป็นหลักในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะช็อกและอำนวยความสะดวกในการฟื้นตัว แต่ปัจจุบัน ความจำเป็นการก่อหนี้ จะเป็นไปเพื่อการลงทุนใหม่เพื่อผลักดันเป้าหมายนโยบายในระยะกลางและระยะยาว รวมถึงการกระตุ้นการเติบโตและผลิตภาพ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ประชากรที่มีอายุมากขึ้น และตอบสนองความต้องการด้านการป้องกันประเทศ” 

        มาเธียส คอร์มาน เลขาธิการ OECD กล่าวว่า  ระดับหนี้ของรัฐบาลและของภาคเอกชนต่างๆ ยังคงเพิ่มขึ้นทั่วโลก ท่ามกลางต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นและตลาดเผชิญความผันผวน ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ การให้ความสำคัญกับการกู้ยืมของรัฐบาลเพื่อการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มผลิตภาพเพื่อการเพิ่มการเติบโตในระยะยาว และการมอบแรงจูงใจให้กับบริษัทต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการกู้ยืมของภาคเอกชนจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิต จะช่วยทำให้แนวโน้มหนี้สินดีขึ้น”

รายงานยัง คาดว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลในประเทศ OECD จะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 17 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 14 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2566  โดยหนี้คงค้างคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 54 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2566 เป็นเกือบ 59 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568

“ในตลาดเกิดใหม่และเศรษฐกิจกำลังพัฒนา รัฐบาลต่างกู้ยืมจากตลาดหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน จากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2550 เป็นมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 โดยมีการออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นสัดส่วน 12%  โดยมีจีน ถือสัดส่วนถึง 45% ของการออกพันธบัตรทั้งหมดในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 17% ในช่วงปี 2550- 2557”

ทั้งนี้พบว่า ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นเริ่มมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยซึ่งมาในรูปแบบการที่รัฐบาลต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้เป็นสัดส่วนดอกเบี้ยจากหนี้ต่อจีดีพีประเทศเพิ่มสูงขึ้น รายงานชี้ว่า สมาชิก OECD ประมาณ 2 ใน 3 ในปี 2567 ที่ผ่านมา ต้องจ่ายดอกเบี้ยแตะระดับ 3.3% ต่อจีดีพี หรือ เพิ่มขึ้น 0.3%  จากปี 2566  ซึ่งหมายความว่าการใช้จ่ายเพื่อการชำระดอกเบี้ยจะมากกว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลด้านการป้องกันประเทศของกลุ่ม OECD รวมกันเสียอีก

นอกจากนี้ ยังพบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการรีไฟแนนซ์ ทั้งผู้ออกพันธบัตรของภาครัฐและภาคเอกชน โดยหนี้ภาครัฐเกือบ 45% ในประเทศ OECD มีกำหนดครบกำหนดภายในปี 2570 เช่นเดียวกัน หนี้ภาคเอกชนถึง หนึ่ง ใน สาม ก็มีกำหนดชำระในอีก 3 ปีข้างหน้าด้วย

อย่างไรก็ตาม  การก่อหนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในส่วนภาคเอกชนพบว่าส่วนใหญ่ระดมทุนเพื่อการดำเนินการทางการเงิน เช่น การรีไฟแนนซ์และการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น แต่ไม่ใช้ไปเพื่อการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผลิตภาพให้เพิ่มขึ้น

“แทนที่จะก่อหนี้เพื่อการลงทุนด้านผลิตผล แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนี้สินจำนวนมากถูกนำไปใช้เพื่อระดมทุนสำหรับการดำเนินงานทางการเงิน เช่น การรีไฟแนนซ์และการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนี้สินที่มีอยู่ไม่น่าจะคืนทุนได้ผ่านผลตอบแทนจากผลิตผล”

ด้านการถือครองหนี้ปัจจุบันพบว่า ปี 2567 สมาชิกเศรษฐกิจ OECD ถือครองพันธบัตรภาครัฐในประเทศโดยธนาคารกลางลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 29% ของหนี้คงค้างทั้งหมดในปี 2562 เหลือ 19% ในปี 2567  ในขณะที่ส่วนแบ่งของหนี้ครัวเรือนในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 11% และส่วนแบ่งของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 29% เป็น 34%

        พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือนก.พ. 2568 จำนวน 6,291 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับภาระหนี้สินของประชาชนไทย ผลการสำรวจพบว่า สถานการณ์หนี้สินของประชาชนดีขึ้นเล็กน้อยจากผลสำรวจปี 2566 และมีการลดลงของภาระหนี้นอกระบบ 

    อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจพบว่า กลุ่มอาชีพพนักงานของรัฐ เกษตรกร และพนักงานเอกชน ยังเป็นกลุ่มอาชีพหลักที่มีสัดส่วนกลุ่มที่มีภาระหนี้มากที่สุดเช่นเดียวกับการสำรวจในรอบก่อนหน้า และผู้ตอบแบบสอบถามมีสัดส่วนความต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในการลดอัตราดอกเบี้ยมากที่สุด

       ภาพรวมภาระหนี้สินของประชาชน จากการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม50.99% มีภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งลดลงจากผลสำรวจปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 62.52%  ส่วนสาเหตุของการเกิดหนี้ ในภาพรวมพบว่า การซื้อและผ่อนอสังหาริมทรัพย์ ที่อยู่อาศัย และ ยานพาหนะเป็นสาเหตุการเกิดภาระหนี้มากที่สุดที่27.47% รองลงมาคือ การเกิดภาระหนี้จากค่าใช้จ่ายประจำ  ที่ 25.56% และการเกิดภาระหนี้เพื่อการลงทุน 11.94%

ปี68หนี้โลกพุ่งแตะระดับสูงสุดแนะเลิกกู้มาแจกหันใช้เพื่ออนาคต