เปิดอาณาจักร GULF รุกอินฟราเทค ทรานส์ฟอร์ม ‘พลังงาน' สู่การเงิน

เปิดอาณาจักร GULF รุกอินฟราเทค ทรานส์ฟอร์ม ‘พลังงาน' สู่การเงิน

“กัลฟ์” ผู้ให้พัฒนา และบริหารโรงไฟฟ้า 30 โครงการ กว่า 14 กิกะวัตต์ "โรงไฟฟ้าก๊าซ-พลังงานหมุนเวียน" เร่งเครื่องท่าเรือแหลมฉบัง 3 เปิดบริการท่าเรือ F ปี 2570 รุกโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต ลุ้นใบอนุญาต “เวอร์ชวลแบงก์”

KEY

POINTS

  • วันนี้ (25 มี.ค.68) GULF จัดประชุมผู้ถือหุ้นที่จะพิจารณารับทราบการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล และอนุมัติการงดจ่ายเงินปันผลสำ

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า รวมทั้งต่อมาขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม

วันที่ 25 มี.ค.2568 GULF จัดประชุมผู้ถือหุ้นที่จะพิจารณารับทราบการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล และอนุมัติการงดจ่ายเงินปันผลสำหรับการดำเนินงานปี 2567 โดย GULF อยู่ระหว่างการควบรวมกับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ที่คาดว่าดำเนินการเสร็จต้นเดือนเม.ย.2568 ซึ่งจะทำให้ทั้ง 2 บริษัทหมดสภาพนิติบุคคล และเกิดนิติบุคคลใหม่จากการควบรวม (NewCo) 

ดังนั้น เพื่อให้ GULF จ่ายเงินปันผลได้ก่อนสิ้นสภาพนิติบุคคล ที่ประชุมคณะกรรมการ GULF จึงอนุมัติจ่ายปันผลระหว่างกาล 1.01 บาท/หุ้น รวม 11,850 ล้านบาท จากกำไรงวดสิ้นสุด 30 ก.ย.2567 และกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรตามงบการเงินเฉพาะกิจการ

รวมทั้งในวันเดียวกันจะมีการประชุมผู้ถือหุ้น GULF และ INTUCH เพื่อพิจารณาการควบรวมของ 2 บริษัท โดยจะพิจารณาร่างวัตถุประสงค์ ร่างข้อบังคับ และร่างหนังสือบริคณห์สนธิของ NewCo โดยจะมีทุนจดทะเบียน 14,939 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 14,939 ล้านบาท มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท 

สำหรับโครงสร้างธุรกิจของ GULF ในปัจจุบันแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ธุรกิจ คือ 

1.ธุรกิจพลังงาน ครอบคลุม Gas-fired Power Generation , พลังงานหมุนเวียน และธุรกิจก๊าซ โดยภายในปี 2576 จะกำลังการผลิตติดตั้งจากโรงไฟฟ้าก๊าซ 14,861 เมกะวัตต์ รวมทั้งจะมีกำลังการผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียน 8,495 เมกะวัตต์

2.โครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค อยู่ระหว่างพัฒนา 4 โครงการ เช่น ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (M6 และ M81) , ระบบจำหน่ายไฟฟ้า และระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ One Bangkok , ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (ท่าเทียบเรือ F)

3.ธุรกิจดิจิทัล โดยดำเนินการผ่านการถือหุ้นใน INTUCH และ THCOM โดยมีการศึกษาแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานพลังงานยุคดิจิทัล , ธุรกิจศูนย์ข้อมูล และธุรกิจการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล

เปิดอาณาจักร GULF รุกอินฟราเทค ทรานส์ฟอร์ม ‘พลังงาน\' สู่การเงิน

ขณะที่สัดส่วนรายได้ของ GULF ส่วนยังคงมาจากธุรกิจไฟฟ้า โดยในปี 2567 มีรายได้ 124,585 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ สร้างรายได้สัดส่วน 89.1% , ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน 2.5% , ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 2.9% ,  ธุรกิจดาวเทียม 1.9% , รายได้ค่าบริหารจัดการ 0.6% และ รายได้อื่น 3%

ธุรกิจไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยว่า GULF มีผลดำเนินงานดีขึ้นของกลุ่มบริษัท โดยสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD)

ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,650 เมกะวัตต์ ซึ่งหน่วยผลิตที่ 3 และ 4 (รวม 1,325 เมกะวัตต์) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนมี.ค.และ ต.ค.2567 ตามลำดับ ส่งผลให้โรงไฟฟ้า GPD ทั้ง 4 หน่วยเปิดดำเนินการครบตามกำหนดเป็นที่เรียบร้อย

นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,540 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยผลิตที่ 1 (770 เมกะวัตต์) ในเดือนมีนาคม 2567 ในขณะเดียวกัน GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP จำนวน 1,940 ล้านบาท ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 โครงการ โดยมี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 72% ในปี 2566 เป็น 79% ในปีนี้ เนื่องจากในระหว่างปี 2566 กลุ่มโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้มีการทยอยหยุดซ่อมบำรุง (B-inspection) ตามแผนงาน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการรับรู้ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษา (maintenance expense) ของทั้ง 4 หน่วย ที่เริ่มทยอยซ่อมบำรุงระหว่างไตรมาส 3/2566 - ไตรมาส 3/2567 แม้ว่าจะมีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เพิ่มขึ้น โดยมี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 73% ในปี 2566 เป็น 75% ในปี 2567

ไม่กระทบแม้กลุ่มอุตสาหกรรมใช้ไฟลดลง

นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 12 โครงการภายใต้กลุ่ม GMP มีกำไรที่ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน จากอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่ลดลงตามราคาค่า Ft เฉลี่ยที่ลดลงในอัตราที่มากกว่าการลดลงของราคาค่าก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย โดยค่า Ft เฉลี่ยลดลงจาก 0.89 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2566 เป็น 0.40 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2567

ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยลดลงจาก 385.4 บาท/ล้านบีทียู ในปี 2566 เป็น 326.1 บาท/ล้านบีทียู ในปีนี้ ประกอบกับขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมลดลง เนื่องมาจากความต้องการที่ลดลงในกลุ่มลูกค้ายานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมมีเพียง 6% ของปริมาณการขายไฟฟ้าทั้งหมด กัลฟ์ จึงได้รับผลกระทบอย่างจำกัด 

ทั้งนี้ GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 1,077 ล้านบาท ในปี 2567 เพิ่มขึ้น 172% จาก 396 ล้านบาท ในปี 2566 โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 428.8 บาท/ล้านบีทียู ในปี 2566 เป็น 342.9 บาท/ล้านบีทียู ในปีนี้

ในขณะที่ราคาน้ำมันเตาสูงขึ้นจาก 73.2 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2566 เป็น 75.7 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งราคาขายส่วนใหญ่ของโครงการ PTT NGD จะอิงกับราคาน้ำมันเตา ในขณะที่ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับราคาก๊าซธรรมชาติ

ตั้งเป้ารายได้ปี 68 เติบโต 20-25%

นอกจากนี้ ในปี 2568 บริษัท คาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้น 20-25% โดยโครงการโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ของบริษัท จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มอีกประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ในปีนี้ ได้แก่ โครงการ HKP หน่วยผลิตที่ 2 กำลังการผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์ ที่ได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเรียบร้อยตามกำหนดในเดือนมกราคม ที่ผ่านมา 

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) ภายในประเทศ ที่มีแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มอีก 7 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 597 เมกะวัตต์ ในขณะที่โครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะดำเนินการจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีกประมาณ 100 เมกะวัตต์

ในส่วนของธุรกิจก๊าซ ในปี 2568 นี้ กลุ่มบริษัท มีแผนขยายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้า GSRC GPD และ HKP ซึ่งคาดว่าจะทำให้บริษัท รับรู้รายได้เพิ่มขึ้นจาก shipper fee โดยเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจก๊าซของบริษัท ต่อไป

เตรียมส่งมอบพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง3

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า กทท.มั่นใจว่าจะส่งมอบพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนของท่าเรือ F1 ให้เอกชนคู่สัญญาสัมปทาน คือ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) ตามสัญญาในเดือนพ.ย.2568 พร้อมเร่งรัดให้เอกชนคู่สัญญาดำเนินการติดตั้งระบบ และเริ่มเปิดบริการท่าเทียบเรือ F1 ภายในปี 2570

ทั้งนี้ GPC เป็นการร่วมทุนระหว่าง GULF, บริษัท พีทีที แทงค์เทอร์มินัล จำกัด (กลุ่ม ปตท.) และบริษัทเชค โอเวอร์ซี อินฟราสตรัคเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด

สำหรับความคืบหน้างานก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ส่วนภาครัฐดำเนินการส่วนที่ 1 งานขุดลอก และถมทะเล โดยข้อมูล ณ วันที่ 14 มี.ค.2568 คืบหน้า 62.89% และจะแล้วเสร็จทันต่อการส่งมอบพื้นที่ ขณะเดียวกันได้เริ่มก่อสร้างส่วนที่ 2 งานก่อสร้างในส่วนของอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค ดังนั้นไม่กระทบการส่งมอบพื้นที่ให้ GPC

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เผยว่า ความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายบางปะอิน - นครราชสีมา (M6) และเส้นทางบางใหญ่ - กาญจนบุรี (M81) ปัจจุบันได้ทยอยทดลองเปิดให้บริการแก่ประชาชนในบางช่วง โดยเฉพาะวันหยุดยาวเทศกาลต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง แก้ปัญหาการจราจรติดขัด

ลุยงานก่อสร้างเก็บค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์

สำหรับความคืบหน้าแต่ละโครงการ แบ่งเป็น มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร ก่อสร้างงานโยธา 40 ตอน มีความก้าวหน้างานโยธา 97.16% งานระบบดำเนินงาน และบำรุงรักษา (O&M) ที่ดำเนินการโดยบริษัท บีจีเอสอาร์ 6 จํากัด (BGSR 6) คืบหน้า 70% คาดแล้วเสร็จปีนี้

ส่วนมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ปัจจุบันงานโยธาแล้วเสร็จ 99.8% และงานติดตั้งระบบที่ดำเนินการโดยบริษัท บีจีเอสอาร์ 81 จํากัด (BGSR 81) คืบหน้า 72.83% คาดแล้วเสร็จปีนี้

สำหรับมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) ระยะทาง 196 กิโลเมตร กรมทางหลวงลงนามสัญญากับ BGSR ประกอบด้วย บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)-GULF-บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)-บริษัท ราชกรุ๊ป  จำกัด (มหาชน) วงเงิน 21,329 ล้านบาท 

ทั้งนี้ BGSR บริหารโครงการในนามบริษัท บีจีเอสอาร์ 6 จํากัด (BGSR 6) และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) ระยะทาง 96 กิโลเมตร วงเงิน 17,809 ล้านบาท BGSR บริหารภายใต้นามบริษัท บีจีเอสอาร์ 81 จํากัด (BGSR 81)

“กัลฟ์” เดินเกมรุกสู่ทุกโครงสร้างพื้นฐาน

ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเป็นจังหวะก้าวที่สำคัญของ GULF ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการเข้าไปลงทุนในแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล อาทิ Gulf Binance รวมถึงธุรกิจดาวเทียมไทยคม โดยทำให้ GULF ขยายจากธุรกิจพลังงานไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะสนับสนุนให้ GULF เติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ

นอกจากนี้ GULF ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ผ่านการสนใจในการทำธุรกิจธนาคารไร้สาขาหรือ Virtual Bank ที่จะร่วมกับธนาคารกรุงไทยในระยะข้างหน้า หากได้ในอนุญาต (ไลเซนส์) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังจากนี้ เช่นเดียวกันกับล่าสุดที่ GULF เข้ามาถือหุ้นในกสิกรไทยมากขึ้น ที่หวังว่าอาจช่วยต่อยอด หรือเพิ่มโอกาสให้กัลฟ์ไม่มากก็น้อยนับจากนี้

เอไอเอสทุ่ม 2.7 หมื่นล้านลุย 5 จี-เทคฯ อนาคต

จับตาโปรยักษ์ ‘เอไอเอส’ ร่วมกับ ‘กัลฟ์-สิงเทล’ ผุดดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ใน จ.สมุทรปราการ คาดเปิดตัวเชิงพาณิชย์ปีนี้ตั้งเป้าขยายโครงข่าย 5จี และพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล-อนาคต รองรับการเติบโตปี 2568 หว่านเงินลงทุนทะลุ 27,000 ล้านบาท ลุยโครงข่ายโทรคมฯ สีเขียว เน้นใช้พลังงานสะอาด

ขณะที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS มีโครงการใหญ่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน คือ โครงการดาต้าเซนเตอร์ร่วมกับกัลฟ์ และสิงคโปร์ คอมมูนิเคชั่น (สิงเทล) ก่อสร้างดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ที่สมุทรปราการ ขนาด 20 เมกะวัตต์ ภายใต้การดำเนินการของบริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด (GSA) ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2568 นี้

ร่วมทุน 3 บริษัทลุยดาต้าเซนเตอร์

โครงการดาต้าเซนเตอร์ บริษัทร่วมทุนของทั้ง 3 บริษัท จะเชื่อมต่ออย่างครบวงจร มุ่งนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ เน้นใช้พลังงานสะอาด และการบริหารจัดการพลังงานที่ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของดาต้าเซนเตอร์ รวมถึงมีระบบการเก็บรักษาข้อมูลที่ปลอดภัยสูงสุด พร้อมตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าองค์กร และผู้ให้บริการคลาวด์ในไทย และต่างประเทศ เพื่อตอบสนองต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลในภูมิภาค

ซึ่งกัลฟ์นำประสบการณ์ในธุรกิจผลิตไฟฟ้า และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจที่กว้างขวาง ในขณะที่สิงเทลมีความชำนาญในเทคโนโลยีสำหรับพัฒนา และบริหารดาต้าเซนเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในหลากหลายธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกล ส่วนเอไอเอสมีความเชี่ยวชาญด้านโครงข่ายโทรคมนาคมในประเทศ

สำหรับแผนพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมของ เอไอเอส วางเป้าหมายขยายโครงข่ายและพัฒนาเทคโนโลยีสู่ยุคดิจิทัลในปี 2568 ตั้งงบประมาณลงทุนสำหรับการขยายและพัฒนาโครงข่ายดิจิทัลในปี 2568 อยู่ที่ 26,000-27,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงโครงข่ายเพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการขยายโครงข่าย 5จี

ซึ่งปัจจุบันเอไอเอสได้ให้บริการ 5จี ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ 85% และตั้งเป้าหมายที่จะขยายขอบเขตการให้บริการนี้ให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศมากขึ้นในปี 2568 โดยเน้นให้บริการที่มีความเร็วสูง และเสถียร

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์