"เหมืองโปแตซ" ในจังหวัดคำม่วนได้เปิดดำเนินการอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายกำลังการผลิต 320,000 ตันต่อปี ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มการผลิตปุ๋ยของลาวและลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว สวนทาง 3 เหมืองใหญ่ของไทยที่ยังติดปัญหาเงินทุนและสิ่งแวดล้อม
KEY POINTS
- สปป.ลาว ได้จัดพิธีเปิดโครงการเหมืองแร่และแปรรูปโปแตซในจังหวัดคำม่วนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยบริษัทร่วมทุนเวียดนาม-ลาว (วินาเชม) ได้รับสัมปทาน 25 ปี เพื่อผลิตปุ๋ย สร้างรายได้ และลดการพึ่งพาการนำเข้า
- ในทางตรงกันข้าม โครงการเหมืองโปแตช 3 แห่งในภาคอีสานของไทย ซึ่งมีปริมาณสำรองมหาศาล กลับเผชิญอุปสรรคสำคัญจนเกิดความล่าช้า โดยติดปัญหาทั้งด้านเงินทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- เหมืองโปแตชด่านขุนทด (โคราช) แม้จะมีความพร้อมทางเทคนิคสูงสุด แต่ยังคงเผชิญการต่อต้านและถูกฟ้องร้องจากชุมชนในประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมเรื่องดินเค็มและน้ำเค็มรั่วไหล
- เหมืองโปแตชอุดรธานี กำลังรอ ครม. อนุมัติการเพิ่มทุนเพื่อรับเม็ดเงินลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาทจากจีน และเผชิญการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์ฯ ที่ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนประทานบัตร
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและพื้นที่ต่อเนื่องในลาว เป็นพื้นที่ที่มีแหล่งแร่โปแตช ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตปุ๋ย โดยเฉพาะในไทยที่มีปริมาณสำรองแร่ในอันดับต้นของโลก และมีผู้ได้รับประทานบัตรแล้ว 3 ราย แต่ไม่สามารถผลิตแร่ได้
ในขณะที่ทุนเวียดนามและลาวทำพิธีเปิดโครงการเหมืองแร่และแปรรูปโปแตซที่ดำเนินการโดยบริษัท เวียด-ลาว เคมีคอล แอนด์ ซอลท์ จำกัด (Vinachem) เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2569 ณ หมู่บ้านเมืองคาย เมืองหนองบก ซึ่งเป็นเมืองหลักของแขวงคำม่วน ตามการรายงานของ Vientianetimes
ในพิธีครั้งนี้มี Somsa-art Ounsida รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป.ลาว รวมถึง Nguyen Minh Tam เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำลาว เข้าร่วม
สำหรับเหมืองแร่โปแตซและโรงงานแปรรูปในแขวงคำม่วน ได้ลงนามข้อตกลงสัมปทานกับรัฐบาลลาววันที่ 9 ก.พ.2555 สัมปทานมีระยะเวลา 25 ปี ครอบคลุมพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์ โดยมีปริมาณแร่โปแตสเซียมที่คาดการณ์มากกว่า 32 ล้านตัน ตามรายงานของ Khammuan News
Somsa-art Ounsida กล่าวว่า การกลับมาดำเนินการอีกครั้งช่วยเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรแร่ สร้างรายได้ให้รัฐมากขึ้นและสร้างงาน โดยกระตุ้นให้บริษัทเร่งปรับปรุงการศึกษาความเป็นไปได้และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม
รวมทั้งเน้นย้ำความจำเป็นการจัดการกากแร่ ตรวจสอบการทรุดตัวของดินและน้ำใต้ดิน และปฏิบัติตามข้อผูกพันทางกฎหมาย
โครงการนี้สนับสนุนการผลิตปุ๋ยโปแตส ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้า และสร้างความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างลาวและเวียดนาม
สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ จับตาลาวเปิดเหมือง
ขณะที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงเวียงจันทน์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รายงานโครงการเหมืองแร่และโรงงานแปรรูปโปแตช 492 ล้านดอลลาร์ กลับมาเดินหน้าอีกครั้งหลังหยุดชะงักเกือบ 10 ปี โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการผลิตปี 2571
ทั้งนี้ โรงงานมีกำลังการผลิตโปแตสเซียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย สูงถึง 500,000 ตันต่อปี โดยโครงการนี้หยุดชะงักตั้งแต่ปี 2560 หลังเกิดข้อพิพาทด้านการชำระเงินระหว่างบริษัทกับผู้รับเหมา
ขณะนั้นการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 57% ส่งผลให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและความเสียหายทางการเงิน
เจาะความคืบหน้า 3 บิ๊กโปรเจกต์ในภาคอีสาน
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและเกษตรกรรม เมื่อภาครัฐและเอกชนเร่งผลักดัน “โครงการเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน” ซึ่งเป็นแหล่งแร่สำรองขนาดใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก มีปริมาณสำรองประเมินถึง 4 แสนล้านตัน ครอบคลุมพื้นที่ 2 แอ่งธรณีวิทยาหลัก คือ แอ่งโคราช และแอ่งสกลนคร
เพื่อแก้โจทย์การพึ่งพานำเข้าแม่ปุ๋ยโปแตสเซียมจากต่างประเทศปีละ 700,000-800,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 8,000-9,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการผลิตปุ๋ยโปแตชในประเทศช่วยลดต้นทุนราคาปุ๋ยเคมีแก่เกษตรกรไทย 20-25%
ภาพรวมความคืบหน้าล่าสุด 3 โครงการที่ได้รับประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินแล้ว ตลอดจนแปลงสำรวจใหม่ ตกอยู่ภาวะ “ก้าวหน้าไม่เท่ากัน” ท่ามกลางด่านหินสำคัญทั้งเรื่องเงินทุน เทคโนโลยี และกระแสคัดค้านจากชุมชนท้องถิ่นเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม
เช็กสถานะ 3 เหมืองใหญ่ "พร้อม-รอทุน-ติดหล่ม"
1. เหมืองโปแตชด่านขุนทด (จ.นครราชสีมา) ถือว่ามีความพร้อมสุด โดยจ่อขุดก้อนแรกในปี 2570 โดยผู้ได้รับประทานบัตร คือ บริษัท ไทยคาลิ จำกัด เนื้อที่ 9,005 ไร่ อายุประทานบัตร พ.ศ. 2558-2583
ทั้งนี้ เป็นโครงการที่ก้าวหน้าทางวิศวกรรมมากสุด โดยมีความเคลื่อนไหวสำคัญหลัง บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ส่งบริษัทย่อย (BCVE) เข้ามาอัดฉีดเงินทุนและถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 65%
รวมถึงการปรับเทคโนโลยี หลังจากการขุดอุโมงค์แนวเอียงเดิมประสบปัญหาน้ำใต้ดินรั่วซึม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) อนุมัติปรับแผนผังมาเป็นการขุดเจาะปล่องแนวดิ่ง (Vertical Shaft) จำนวน 3 ปล่อง
ปัจจุบันการขุดเจาะปล่องแนวดิ่งคืบหน้าแล้วกว่า 60% โดยคาดว่าจะลงถึงชั้นแร่และขุดสกัดแร่โพแตชก้อนแรกขึ้นมาเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 วางกำลังการผลิตระยะแรกที่ 100,000 ตัน/ปี
แม้ทางเทคนิคจะก้าวหน้า แต่เผชิญการต่อต้านอย่างหนักจาก “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” จากปัญหาน้ำเค็มและคราบเกลือรั่วไหล ส่งผลให้เกิดปัญหาดินเค็ม ทำลายพื้นที่เกษตรกรรมและกัดกร่อนบ้านเรือนใน 3 ตำบล (หนองไทร, หนองบัวตะเกียด, โนนเมืองพัฒนา) นำไปสู่การฟ้องร้องศาลปกครอง
2. เหมืองโปแตชอุดรธานี ผู้ได้รับประทานบัตร โดยบริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (APPC) ในเครือ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ (ITD) เนื้อที่ใต้ดิน 26,446 ไร่ บนดิน 1,681 ไร่ อายุประทานบัตร พ.ศ.2565-2590
ความคืบหน้าล่าสุด กพร.เร่งเสนอเรื่องสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ให้ APPC เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 100 ล้านบาท เป็น 12,240 ล้านบาท เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 40,000 ล้านบาท
โดยมี State Development and Investment Corporation (SDIC/SCIC) รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนจากจีนมาร่วมทุนเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยี
สำหรับศักยภาพโครงการตั้งอยู่ในชั้นแร่ซิลวิไนต์คุณภาพสูง มีปริมาณแร่สำรอง 267.79 ล้านตัน ออกแบบกำลังการผลิตแม่ปุ๋ยสูงถึง 2,000,000 ตันต่อปี ตั้งเป้าเปิดดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ภายในปี 2572-2573
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกคัดค้านยาวนานกว่า 20-40 ปี โดย "กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี" ซึ่งหวั่นเกรงผลกระทบดินเค็ม น้ำเสียและการทรุดตัวของผิวดิน และยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้สั่งเพิกถอนประทานบัตร
3. เหมืองโปแตชอาเซียน (จ.ชัยภูมิ) รับประทานบัตรโดยบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) หรือ APOT เนื้อที่ 9,707 ไร่ อายุประทานบัตร พ.ศ.2558–2583
สำหรับความคืบหน้าล่าสุดนั้น ถือเป็นโครงการเหมืองความร่วมมือระดับอาเซียนที่มีสถานะวิกฤติที่สุด เนื่องจากบริษัทฯ ประสบภาวะขาดสภาพคล่องการเงินรุนแรง และติดค้างเงินผลประโยชน์พิเศษตอบแทนแก่รัฐรวมต้นและดอกเบี้ยกว่า 6,500 ล้านบาท จนกระทั่งอัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง
อย่างไรก็ตาม แม้ ครม.เคยมีมติรับทราบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้โดยให้ผ่อนชำระด้วยผลผลิตปุ๋ยโปแตชปีละไม่ต่ำกว่า 50,000 ตัน เป็นเวลา 8 ปี แต่กระทรวงการคลังยืนยันว่าต้องชำระเป็นเงินสดเท่านั้นตามกฎหมาย
ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังต้องพิจารณาเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐบาลไทยไว้ไม่น้อยกว่า 20% ถึง 1 ใน 3 ทำให้การจะเริ่มก่อสร้างเหมืองผลิตเชิงพาณิชย์ (เป้าเดิมปี 2569) ต้องหยุดชะงักลง
สแกนพื้นที่สำรวจใหม่ & บทเรียนภาคประชาชน
นอกจาก 3 โครงการประทานบัตรข้างต้น ภาครัฐยังเปิดทางให้มีการยื่นขออาชญาบัตรพิเศษเพื่อสำรวจแร่ในอีกหลายพื้นที่ อาทิ
1. จ.นครพนม (บริษัท ไซโน-เอสอี (ประเทศไทย) จำกัด) คณะกรรมการแร่มีมติเห็นชอบอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่โพแทชและเกลือหินในพื้นที่ อ.ธาตุพนม พื้นที่ 8,463 ไร่ ส่วนคำขอพื้นที่ อ.เรณูนคร พื้นที่ 8,963 ไร่
ถูกเบรกไว้ก่อนเนื่องจากอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียนคัดค้านของประชาชน โดย กพร. ย้ำว่าอาชญาบัตรเป็นเพียงสิทธิสำรวจ ไม่ใช่การอนุญาตทำเหมือง
2. จ.สกลนคร (บริษัท ไชน่า หมิงต๋า โปแตช คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด) เคยได้รับอาชญาบัตรสำรวจในพื้นที่ อ.วานรนิวาส กว่า 116,875–120,000 ไร่ แต่ต้องหยุดชะงักลงโดยสมบูรณ์ เนื่องจากเกิดการต่อต้านอย่างหนักจาก “กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส” และมีการฟ้องร้องคดีความ
สู่เป้าหมายใหม่ “EV-แบตเตอรี่โซเดียม
ในเชิงยุทธศาสตร์ ภาครัฐมองว่าหากเหมืองโพแทชทั้ง 3 แห่งดำเนินการได้เต็มกำลัง จะสามารถผลิตแร่โพแทชรวมกันได้กว่า 3.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ในประเทศและเหลือส่งออกสร้างรายได้มหาศาล
นอกจากประโยชน์ด้านแม่ปุ๋ยเกษตรกรรม ปัจจุบันโครงการเหมืองโปแตชยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (30@30) ของรัฐบาล เนื่องจากชั้นแร่โพแทชมักพบแร่เกลือหินและโซเดียม ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็น “แบตเตอรี่โซเดียมไอออน” (Sodium-ion Battery)
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่มีต้นทุนถูกกว่าลิเทียม อย่างไรก็ดี นักวิชาการและภาคประชาชนมองว่าประเด็นแบตเตอรี่ EV เป็นเพียงข้ออ้างใหม่ในการสร้างความชอบธรรมให้แก่โครงการเหมืองแร่เท่านั้น
การขับเคลื่อนเหมืองแร่โปแตชอีสาน ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ระหว่างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการลดต้นทุนปุ๋ยของชาติ กับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชุมชน ในปี 2569–2570 นี้ สังคมไทยจะได้เห็นการสกัดแร่ก้อนแรกจากเหมืองด่านขุนทด
พร้อมกับการจับตาคำสั่งศาลปกครองและมติ ครม. ในการปลดล็อกเงินทุนเหมืองอุดรธานีและชัยภูมิ ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า รัฐและเอกชนจะบริหารจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานที่สัญญาไว้ได้จริงหรือไม่





