วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เจ้าสัวธนินท์' ผ่าทางรอดไทยยุค AI ชูโอกาสใหม่พลิกโฉมเศรษฐกิจ

ธนินท์ เจียรวนนท์ ชี้ AI คือ โอกาสทองยกระดับไทย แนะเร่งปรับทักษะคน พัฒนาดาต้าเซนเตอร์ เกษตร ชลประทาน และดึงคนเก่งระดับโลกขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

KEY POINTS

  • เจ้าสัวธนินท์ชี้ว่า AI เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยมีความรู้ทัดเทียมกัน และพลิกโฉมเศรษฐกิจได้ โดยภาครัฐต้องส่งเสริมการศึกษาให้คนใช้ AI เป็น
  • เสนอให้นำเทคโนโลยี AI มายกระดับภาคเศรษฐกิจดั้งเดิมของไทย เช่น เกษตรกรรม อาหาร และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความมั่นคงที่ดึงดูดการลงทุนในยุค AI โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งเป็น "โรงงานแห่งอนาคต" ที่จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ
  • เรียกร้องให้ภาครัฐปฏิรูปกฎหมาย และการบริหารที่ล้าสมัยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของภาคเอกชน

ในยุคที่โลกหมุนไปด้วยความเร็วของเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน เสียงสะท้อนจากนักธุรกิจระดับตำนานผู้ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาอย่างยาวนานอย่าง ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ได้มอบมุมมองที่ทรงคุณค่า และเต็มไปด้วยความหวังต่ออนาคตของประเทศไทย ผ่านเวที NATION FORUM 2027 DINNER TALK THAILAND'S AGENDA  ชี้ให้เห็น “โอกาสครั้งใหญ่” ที่ซ่อนอยู่หลังความท้าทายของโลกยุคใหม่ ที่ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือคนรุ่นใหม่ ต่างต้องหันมาทบทวนและปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลง

'เจ้าสัวธนินท์' ผ่าทางรอดไทยยุค AI ชูโอกาสใหม่พลิกโฉมเศรษฐกิจ

  • คลื่นลูกใหม่ที่ทรงพลังที่สุด และความท้าทายของโลกธุรกิจ

คุณธนินท์มองว่า AI คือ เทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่สูงสุด และเป็นประโยชน์ต่อทั้งสังคม และนักธุรกิจ ในยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาล และมีการนำข้อมูลเหล่านั้นเข้าสู่ Data Center เพื่อประมวลผลผ่านโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM: Large Language Model) สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป 

“AI จะทำให้คนที่มีความรู้น้อย ก็กลายเป็นมีความรู้สูงเท่ากัน แต่ต้องรู้จักใช้ AI ดังนั้น หลักสูตรการศึกษาต้องมาสอนคนไทยทุกคนให้รู้จักใช้ AI เป็นประโยชน์ แล้วทุกคนจะเก่ง มีความรู้เท่ากัน”

คุณธนินท์ ระบุว่า แม้ผู้ลงทุนในเทคโนโลยี LLM จะต้องทุ่มเงินมหาศาล และยังมองไม่เห็นเส้นชัยที่ชัดเจนในตอนท้าย แต่วันนี้ทุกคนรู้ว่าต้องทุ่มเทเต็มที่เพื่อพัฒนา AI ให้ฉลาด ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีไปจนถึงความรู้ประจำวัน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องกว้างใหญ่ไพศาล และยังมีโอกาสอีกมาก นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนในระบบ Data Center ซึ่งเปรียบเสมือน “โรงงานแห่งอนาคต” ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ  

  • ประเทศไทยยังมีความหวัง จุดแข็งที่มั่นคงท่ามกลางความปั่นป่วนของโลก

 การที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  ทำให้เป็นศูนย์รวมดวงใจของประชาชน ดังนั้นไม่ว่าสถานการณ์ด้านการเมืองของประเทศไทย จะเปลี่ยนแปลงไปในด้านใด  ไทยก็ยังเป็นที่เชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุน เพราะการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จะทำให้คนไทยรวมกลุ่มกันได้ ไม่แตกแยก  ดังนั้นต่อให้การเมืองไทยมีความวุ่นวาย แต่ก็ยังมีความนิ่งมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยโอกาส ในอดีตหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นและทั่วโลกเคยหลั่งไหลมาลงทุนในไทย แต่วันนี้ถือเป็นอีกครั้งในประวัติศาสตร์ที่ทั่วโลกหันมาสนใจลงทุนใน Data Center ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยยังคงมีความสงบและเป็นเป้าหมายสำคัญในการลงทุนระดับโลก การเข้ามาลงทุนของ Data Center รัฐบาลไม่ควรกลัว ยิ่งมากยิ่งดี เพราะทั่วโลกกำลังขาดแคลน และต้องการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย

  • ยกระดับเศรษฐกิจเดิม เกษตร อาหาร และอุตสาหกรรม ต้องไม่หนี AI

คุณธนินท์ กล่าวว่า ยกระดับเศรษฐกิจเดิม เช่น เกษตรกรรม อาหาร ค้าปลีก SME และการท่องเที่ยว  ไม่ว่าธุรกิจใด รวมทั้งภาคเกษตร ก็หนีไม่พ้น AI  ในส่วนของเครือซีพีกำลังหาผู้เชี่ยวชาญ และคนเก่งด้าน AI เข้ามาพลิกโฉมตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก แปรสภาพ อาหาร จนถึงการขนส่ง  เพราะภาคการเกษตรในมุมมองใหม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีชั้นสูง ทั้งเรื่องพันธุ์พืช ดิน ฟ้า อากาศ และสิ่งแวดล้อม และต้องเชื่อมโยงกับพลังงานไฟฟ้าด้วย โดยประเทศไหนมีไฟฟ้า และพลังงานที่สะอาด ประเทศนั้นจะประสบความสำเร็จในการใช้ AI รวมทั้งไทยยังต้องพัฒนาระบบชลประทาน และบริหารจัดการน้ำ เพื่อการสร้างเศรษฐกิจใหม่ใน 5-10 ปีข้างหน้า

"ในอดีต การหาซื้อของต้องถามราคาจาก 3 เจ้าแล้วเลือกที่ถูกที่สุด แต่วันนี้ราคาถูกกำหนดได้จากทั่วโลกผ่าน AI การทำธุรกิจบวกกำไรแบบเดิมหมดไป ภาคธุรกิจต้องมุ่งเน้นที่การ “ลดต้นทุน ลดกำไร” และเพิ่มคุณภาพ การแข่งขันในโลกธุรกิจจะรุนแรงขึ้นจากที่มีข้อมูลใหม่ๆ ที่มีจำนวนมาก ดังนั้นผู้ที่จะได้เปรียบจากธุรกิจคือ ผู้ที่ใช้ข้อมูลให้เป็น" 

  • ภัยหรือโอกาส เรื่องการจ้างงานในยุค AI

หลายคนกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน และทำให้คนตกงาน แต่ในทางตรงกันข้ามว่า AI จะไม่ทำให้คนตกงาน แต่จะทำให้คนมีงานทำมากขึ้น และเก่งขึ้น เปรียบเสมือนในอดีตที่กำเนิด “รถแทรกเตอร์” ชาวนาในอเมริกาเคยประท้วงเพราะกลัวตกงาน แต่สุดท้ายรถแทรกเตอร์กลับทำให้เกษตรกรร่ำรวยขึ้น สินค้าเกษตรมากขึ้น และเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่คาดไม่ถึง ดังนั้น AI จะช่วยให้ทุกคนเห็นโอกาส ได้รับข้อมูลที่ทัดเทียมกับองค์กรใหญ่ จากเดิมที่บริษัทใหญ่เท่านั้นที่มีข้อมูล แต่วันนี้ AI ทำให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลเท่ากัน สิ่งสำคัญคือ คนไทยต้องขยันเรียนรู้ และใช้งาน AI ให้เป็นประโยชน์

  • มุมมองต่อภาครัฐ ข้าราชการ และกฎหมายล้าสมัย

ปัจจุบันดิจิทัลทำให้ภาคเอกชนเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้นภาครัฐ และระบบราชการ รัฐบาลต้องกล้าเปลี่ยนแปลง และก้าวให้ทันยุคดิจิทัล เพราะหากภาคเอกชนปรับตัว แต่ภาครัฐ กฎหมาย และการบริหารจัดการยังคงล้าสมัย เช่น กฎหมายร้อยปีที่ยังไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ธุรกิจภาคเอกชนก็อาจไปไม่รอด และเพื่อดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามาทำงานภาครัฐ ควรปรับเงินเดือนให้มากกว่ารายรับของนักธุรกิจ

นอกจากนี้ ไทยต้องเปิดโอกาส การดึงดูดคนเก่ง (Talent) ระดับโลกเข้ามาสู่ประเทศไทย เพราะปัจจุบันประเทศไทย มีประชากรลดลงสวนทางกับประเทศอื่นๆ การเชิญคนเก่งระดับโลกจำนวนหลักล้านคนเข้ามาทำงาน เสียภาษี และร่วมขับเคลื่อนประเทศ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน เหมือนกับที่สิงคโปร์ประสบความสำเร็จมาแล้ว

วิสัยทัศน์ของคุณธนินท์ ชี้ให้เห็นว่า ความกลัวการเปลี่ยนแปลงไม่ช่วยให้รอดพ้น แต่การ “คว้าโอกาส” และ “เรียนรู้ตลอดเวลา” ต่างหากคือ หัวใจสำคัญ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ด้วยเทคโนโลยี AI หรือความท้าทายใหม่ๆ ประเทศไทยยังมีรากฐานที่ดี มีสถาบันอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และมีศักยภาพ หากรู้จักนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาต่อยอด เพื่อนำพาประเทศไทย ก้าวไปสู่ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์