ค่าเงินรูเปียห์ดิ่งเหวสุดรอบ 27 ปี แบงก์ชาติอินโดฯ แทรกแซงแล้ว

วิกฤติ 'อินโดนีเซีย' ลามทุ่ง ค่าเงินรูเปียห์ดิ่งเหวหนักสุดในรอบ 27 ปี นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียปี 2540-2541 แบงก์ชาติต้องรีบเข้าแทรกแซงด่วน
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานวันนี้ (25 มี.ค.) ว่า ค่าเงินรูเปียห์ อินโดนีเซีย อ่อนค่าลงอย่างหนักถึง 0.5% ดำดิ่งลงไปแตะ 16,642 รูเปียห์/ดอลลาร์ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 27 ปี นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2541 หรือช่วง วิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชีย ปี 2540-2541 จนทำให้ "ธนาคารกลางอินโดนีเซีย" ต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินแล้ว
ทั้งนี้ ตลอดทั้งปี 2568 ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงไปแล้วมากกว่า 3% และเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ก็ดิ่งเหวลงหนักถึง 7.1% เมื่อวันที่ 18 มี.ค. หรือรุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ส่งผลให้ต้องหยุดซื้อขายชั่วคราวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิด-19
ฟิตรา จุสดิมาน ผู้อำนวยการของธนาคารกลางอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้เข้าแทรกแซงตลาดสปอตอัตราแลกเปลี่ยน (fx spot) รวมถึงตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่มีการส่งมอบ (NDF) และตลาดพันธบัตรในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของ ค่าเงินรูเปียห์
"ธนาคารกลางกำลังแทรกแซงอย่าง 'กล้าหาญและรอบคอบ' เพื่อให้แน่ใจว่าอุปทานและอุปสงค์ของเงินตราต่างประเทศจะสมดุล และรักษาความเชื่อมั่นของตลาดในประเทศ" จุสดิมานกล่าวและเสริมว่า การที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงนั้นเกิดจากความไม่แน่นอนในระดับโลกเป็นหลัก รวมไปถึงภาษีศุลกากรของสหรัฐ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น
บลูมเบิร์กระบุว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของตลาดเงินและตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่กำลังระส่ำอย่างหนัก จากความกังวลเรื่อง "สถานะการคลังของประเทศ"
อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่ได้รับความนิยมในภูมิภาคนี้เมื่อปีที่แล้ว กำลังสูญเสียความน่าดึงดูดใจจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับ "นโยบายประชานิยม" ของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่จะทำลายกรอบการขาดดุลงบประมาณ 3% ของประเทศที่ใช้มาอย่างยาวนานลง อีกทั้งยังขยายบทบาทของกองทัพในรัฐบาลพลเรือนอินโดนีเซียด้วย
นโยบายประชานิยมของปราโบโวตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนต.ค. 2567 ซึ่งรวมถึงโครงการอาหารกลางวันฟรีมูลค่าราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี (กว่า 1 ล้านล้านบาท) กำลังผลักดันให้การขาดดุลงบประมาณเข้าใกล้ขีดจำกัดทางกฎหมายที่ 3% ของจีดีพีประเทศ
โมห์เซียงซิม นักกลยุทธ์จากแบงก์ออฟสิงคโปร์ กล่าวว่า ปัญหาค่าเงินอาจเป็นผลมาจากความกังวลเรื่องการคลัง รวมถึงปัจจัยการส่งเงินปันผลตามฤดูกาลกลับประเทศของนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม คาดว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังคงควบคุมความผันผวนที่มากเกินไปของเงินรูเปียห์ต่อเนื่อง ก่อนที่สหรัฐจะประกาศภาษีตอบโต้ในวันที่ 2 เม.ย. นี้
การเทขายเงินรูเปียห์ยังเกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงลงหนัก ซึ่งส่งผลให้กองทุนต่างชาติเทขายนำเงินออกไปแล้วมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 6.8 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้ พันธบัตรของอินโดนีเซียยังทำผลงานได้ต่ำกว่าพันธบัตรสหรัฐในปีนี้อีกด้วย
ที่มา: Bloomberg