วิเคราะห์แนวโน้มตลาด : บล.ยูโอบี เคย์ เฮียนฯ เจรจาการค้าอาจคลี่คลาย

IMF ปรับลด GDP โลกลง แต่ข้อดีคือยังไม่คาดว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอย (Recession)
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับล่าสุด เม.ย.68 โดยปรับคาดการณ์ GDP โลกปี 2568-69 ลงเหลือ 2.8% และ 3.0% (จากเดิม 3.3% และ 3.3%) โดยหลักมาจากผลของภาษีทางการค้า ส่งผลให้คาดการณ์ของประเทศสำคัญเปลี่ยนไปดังนี้ สหรัฐฯ 1.8% และ 1.7% (จากเดิม 2.7% และ 2.1%), ยูโรโซน 0.8% และ 1.2% (จากเดิม 1.0% และ 1.4%), จีน 4.0% และ 4.0% (จากเดิม 4.6% และ 4.5%) สำหรับไทย 1.8% และ 1.6% (จากเดิม 2.9% และ 2.6%) แม้การปรับประมาณการลงครั้งนี้ค่อนข้างที่จะแรง แต่สาเหตุที่ตลาดไม่ได้ตอบรับเชิงลบมากนัก เกิดจากคาดการณ์รอบนี้ยังมองเศรษฐกิจโลกเติบโต และไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)
ความกังวลข้อพิพาทการค้าลดลง รวมถึงทรัมป์ยืนยันไม่มีแผนปลดประธานเฟด หนุนการฟื้นตัวของบรรยากาศลงทุนระยะสั้น: ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง 3 ตลาดปรับตัวขึ้นราว 2.5-2.7% หลังความกังวลข้อพิพาททางการค้าลดลง จากการให้ความเห็นของสก็อต เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ที่มองว่าความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะคลี่คลายลงในไม่ช้า พร้อมมองว่าแม้การเจรจามีแนวโน้มยืดเยื้อแต่ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างก็ไม่คิดจะปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้รายงานข่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีความคิดที่จะปลดประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แต่ยังคงกดดันให้มีการปรับลดดอกเบี้ย เป็นอีกปัจจัยที่หนุนการฟื้นตัวของหุ้นสหรัฐฯ และสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่การฟื้นตัวของดัชนีค่าเงินสหรัฐฯ ทำให้มีแรงขายทำกำไรทองคำหลังปรับตัวขึ้นสูงสุดแถว 3,499 ดอลลาร์/ออนซ์ ลงต่ำสุด 3,314 ดอลลาร์/ออนซ์ และเคลื่อนไหวเช้านี้ 3,360 ดอลลาร์/ออนซ์
ภาพรวมกลยุทธ์ การไม่หลุด 1,126 ทำให้ ทำให้ยังลุ้นฟื้นตัวขึ้นทดสอบ 1,155 เพื่อยกกรอบการเล่นสู่แนวต้าน 1,200 จุด คาดหุ้นหลายกลุ่มฟื้นตัวช่วยประคองตลาดแทนธนาคารที่น่าจะเริ่มเข้าสู่การพัก กลุ่มที่น่าสนใจได้แก่ หุ้นปลอดภัย โรงไฟฟ้า, การแพทย์, สื่อสาร (EGCO, RATCH, BDMS, BCH, BH, ADVANC, TRUE) และกลุ่มอาหาร ที่แนวโน้มผลประกอบการจะออกมาดี โดยเฉพาะผู้ผลิตเนื้อสัตว์ (TFG, GFPT, BTG, CPF, NSL) ขณะทางพื้นฐานยังระวังการลงทุนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า โดยเฉพาะ กลุ่มอาหารที่มีรายได้จากสหรัฐฯ สูง และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
แนวรับ: 1,126 แนวต้าน : 1,155 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 50% vs พอร์ตหุ้น 50%
หุ้นแนะนำ (* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ นักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ)
• BDMS (25.50): กลุ่มการแพทย์มีการถือครองต่ำ ขณะที่ Valuation ปรับลดลงซื้อขายแถว 23x PER ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ตัดขาดทุน 23 บาท
• BTG (24) : แนวโน้มผลประกอบการกลุ่มเนื้อสัตว์ได้ผลดีทั้งจากราคาไก่และหมูในประเทศที่ปรับดีขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง ตัดขาดทุน 19.30 บาท
• RATCH (29) : กลุ่มโรงไฟฟ้ามีความเสี่ยงปรับลดประมาณการกำไรต่ำ ขณะที่ซื้อขายด้วย PER 7 เท่า และปันผล 6.5% ตัดขาดทุน 24 บาท
• MTC (50) : กนง.อาจส่งสัญญาณผ่อนคลาย หรือปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม 30 เม.ย. ตัดขาดทุน 40.50 บาท
ประเด็นที่น่าสนใจ
- เฟดริชมอนด์เผยดัชนีภาคการผลิตต่ำกว่าคาดในเดือนเม.ย.
- บอร์ดไตรภาคี ยังไม่เคาะขึ้นค่าแรง 400 บาท นัดประชุมอีกครั้งพ.ค. นี้
- ครม.ไฟเขียว ‘สมชัย สัจจพงษ์‘ อดีตปลัดคลัง นั่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ แทน 'ปรเมธี วิมลศิริ' ซึ่งหมดวาระตั้งแต่ 16 มกราคมที่ผ่านมา
- “หัวเว่ย เทคโนโลยีส์” เตรียมส่งมอบชิป AI 910C รับดีมานด์ในจีน หลังสหรัฐคุมเข้มชิป Nvidia
- บทวิเคราะห์วันนี้ : BDMS แนะนำ ซื้อ เป้า 33 บาท/ CPN แนะนำ ซื้อ เป้า 70 บาท/ PTTGC แนะนำ ซื้อ เป้า 21 บาท
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
23 เม.ย. –Manufacturing PMI, New Home Sales
24 เม.ย. – US Durable Goods Orders, Existing Home Sales/ ตัวเลขการส่งออกไทย (Mar)