ค้นหาโอกาสลงทุนตราสารหนี้ ยุคประธานาธิบดีทรัมป์

ค้นหาโอกาสลงทุนตราสารหนี้ ยุคประธานาธิบดีทรัมป์

ตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ในยุคของทรัมป์ มีโอกาสผันผวนได้สูง ผู้ลงทุนควรติดตามข่าวสารและสัญญาณการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตลงทุนได้อย่างยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ มีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดตราสารหนี้โลก และแน่นอนว่ามีผลต่อพอร์ตลงทุนด้วย โดยเฉพาะในยุคที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งมีโอกาสเกิดความผันผวนในตลาดการเงินสูง จากการออกนโยบายต่างๆ ที่สนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งนโยบายกีดกันทางการค้า และกีดกันผู้อพยพ รวมทั้งนโยบายที่กระทบต่อการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (UST Yield) แต่หากผู้ลงทุนจับสัญญาณการเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ได้ ก็ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตลงทุนอยู่ ซึ่งโดยปกติ ตราสารหนี้ เป็นสินทรัพย์ที่ควรมีในพอร์ตลงทุนหลักระยะยาว เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตมีเสถียรภาพ

ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่า รัฐบาลทรัมป์ มุ่งเน้นการลดดอกเบี้ย ผ่านการกด UST Yield อายุ 10 ปีลงมา มากกว่าที่จะไปแทรกแซงนโยบายของ Fed โดยตรง พร้อมส่งสัญญาณว่า จะยังไม่ออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยรับ (coupon) มากขึ้น โดยจะคงขนาดการออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไว้อย่างน้อยอีกหลายไตรมาส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลให้ UST Yield อายุ 10 ปี ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นที่สนับสนุนให้ UST Yield อายุ 10 ปี ปรับลดลง ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัวที่ออกมาส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ทั้งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการ ในเดือน ก.พ. ที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 50 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. ที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2567 และต่ำกว่าที่ตลาดคาด และดัชนี PMI ภาคการผลิตที่จัดทำโดยสถาบัน ISM ในเดือน ก.พ. ที่ปรับลดลง และต่ำกว่าที่ตลาดคาดเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้มีแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ในฐานะที่นักลงทุนมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และ ยังทำให้ล่าสุด ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์ว่า ในปีนี้ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 3 ครั้ง จากเมื่อวันที่ 12 ก.พ. ที่เคยมองว่า ลดราว 1 ครั้งเท่านั้น 

ขณะที่ รายงานการประชุมของ Fed รอบล่าสุดในเดือน ก.พ. สะท้อนว่า Fed มีแนวโน้มที่ชะลอ หรือหยุดการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ (Quantitative Tightening: QT) เร็วขึ้นกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดไว้ เนื่องจากสมาชิก Fed หลายท่านมองว่า ควรหยุดชั่วคราว หรือชะลอการทำ QT จนกว่าปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐฯ จะได้รับการแก้ไข ซึ่งประเด็นนี้ จะช่วยสนับสนุนให้ Fed กลับมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และทำให้ท้ายที่สุดงบดุลของ Fed กลับมาเพิ่มขึ้น

SCB CIO มองว่า ในระยะสั้น UST Yield อายุ 10 ปี อาจมีแนวโน้มปรับลดลงได้อีก ตามความกังวลบนแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ โดยเฉพาะนักลงทุนรอติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payroll) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะบ่งบอก ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตำแหน่ง ในเดือน ก.พ. และติดตามเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งตลาดคาด +3.2%YoY ในเดือน ก.พ. 

อย่างไรก็ตาม SCB CIO คาดว่า ในระยะถัดไป UST Yield 10 ปี ยังมีแนวโน้มกลับมาปรับสูงขึ้นอีก จาก 2 ปัจจัย ได้แก่ 1) เราคาดว่า นักลงทุนมีแนวโน้มต้องการส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว เมื่อเทียบกับระยะสั้น (UST term premium) เพิ่มขึ้น จากความกังวลบนแนวโน้มการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มากขึ้น เห็นได้จากการร่างแผนงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ล่าสุด ที่จะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณราว 3 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. ใน 10 ปี รวมทั้ง ยังเพิ่มเพดานหนี้ขึ้น 4 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. ด้วย และ 2) มีโอกาสที่สหรัฐฯ จะยกระดับแผนการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นอีก เช่น สหรัฐฯ เตรียมใช้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับทุกประเทศที่เก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ 2 เม.ย. โดยประเด็นข้างต้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อแรงกดดันเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จนทำให้ Fed มีแนวโน้มกลับมาระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงิน และคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันยาวนานขึ้น

ด้วยทิศทาง UST Yield อายุ 10 ปี ที่เคยปรับตัวลดลง มีแนวโน้มกลับมาสูงขึ้น ผู้ลงทุนที่ต้องการมองหาโอกาสการลงทุนในตราสารหนี้ช่วงเวลานี้ ควรพิจารณาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และหุ้นกู้สหรัฐฯ ที่มีคุณภาพสูง (Investment Grade) ที่มีระยะเวลาการถือจนครบกำหนดไถ่ถอน (duration) สั้นถึงกลาง เนื่องจาก ยังให้อัตราผลตอบแทนในระดับที่สูงเพียงพอ ขณะที่ มีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับลดลง น้อยกว่าตราสารหนี้ระยะยาว เมื่อ Yield เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ จากการที่ตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ในยุคของทรัมป์ มีโอกาสผันผวนได้สูง ผู้ลงทุนควรติดตามข่าวสารและสัญญาณการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ตลงทุนได้อย่างยั่งยืน