DSI เปิด 5 ข้อแย้งพ.ร.ก.ให้อำนาจก.ล.ต. ตั้งข้อสังเกตถ่วงดุลอำนาจ

DSI เปิด 5 ข้อแย้งพ.ร.ก.ให้อำนาจก.ล.ต. ตั้งข้อสังเกตถ่วงดุลอำนาจ

DSI เปิดเห็นต่างพ.ร.ก.ให้อำนาจก.ล.ต. 'ซ้ำซ้อน -ถ่วงดุลไม่ชัดเจนและอาจถูกการเมืองแทรกแซง'แนะตั้งคณะพนักงานสอบสวนร่วมกัน -เลขา ก.ล.ต. มีอำนาจแย้งกรณีไม่สั่งฟ้อง

กรณีผลักดันเพิ่มอำนาจการตรวจสอบและเป็นการสร้าง Trust and Confidence ให้กับตลาดทุนไทยจนมีการหารือระหว่างกระทรวงการคลัง และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หยิบยกการปรับปรุงแก้กฎหมายเพื่อออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ล.ต.

พร้อมระบุขอบเขตตาม พ.ร.ก. ดังกล่าวส่วนหนึ่งคืออำนาจในการเป็นพนักงานสอบสวนกรณีที่มีผลกระทบ (high impact) ทำให้กระบวนการรวดเร็ว เช่น การอายัดทรัพย์ ซึ่งจำกัดความคดีกล่าว คือกระทบวงกว้างและมูลค่าความเสียหาย เช่น กรณี บริษัท สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

อย่างไรก็ตามแม้จะมีข้อดีทำให้กระบวนการตรวจสอบรวดเร็ว ทำให้คดีเข้าสู่กระบวนการกฎหมายและยื่นฟ้องศาลได้เร็วขึ้น แต่ด้วยบริบท ก.ล.ต. บทบาทเป็นผู้ตรวจสอบผู้กระทำความผิดและบทบาทพัฒนาตลาดทุนให้การอนุมัติ  ใบอนุญาต และยังมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ ก.ล.ต.ตามวาระทำให้มีการตั้งข้อสังเกตุถึง “ดุลยพินิจ” เช่นกัน

โดยหน่วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ทำหนังสือเสนอความเห็นให้ก.ล.ต.รับทราบเพื่อเป็นข้อสังเกตุ "ระบบการสอบสวนฟ้องร้องก่อนศาล" สามารถนำมาสรุป 5 ข้อ

ประเด็นที่ 1. การปรับเปลี่ยนหลักการพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ 

ตามพรบ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ได้มีเจตนารมณ์สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ในการกำหนดคดี High Impact กำหนดมาตรฐาน “เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ” และ “พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ” ต้องมี “คุณสมบัติพิเศษ” สร้างหลักประกันความเชื่อมั่นในการดำเนินคดีพิเศษถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ DSI ซึ่งรวมถึงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะ High Impact ด้วย และมีกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงินสืบสวนตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาเป็นเวลากว่า 20 ปี

มิติการสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คดีที่มีลักษณะร้ายแรง หรือ คดี High Impact สมควรที่จะต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนในรูปแบบสหวิชาชีพและมีการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน (Strong Collaboration) หากสำนักงาน ก.ล.ต. มีการปรับเปลี่ยนหลักการโดยกำหนดให้ คดี High Impact เป็นอำนาจหน้าที่ของ สำนักงาน ก.ล.ต. ฝ่ายเดียวจะทำการ “ตรวจสอบ-สืบสวน-สอบสวน” ย่อมจะเป็นการทาให้ระบบการสอบสวนในคดีอาชญากรรมประเภทนี้ย้อนหลัง "ขาดความน่าเชื่อถือ" และ"ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล"ที่ต้องมีการ"ตรวจสอบและถ่วงดุล" (Check and Balance) และจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ลดลงโดยตรง

 

ประเด็นที่ 2. เครื่องมือพิเศษในระบบการสอบสวนแบบสหวิชาชีพและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน (Strong Collaboration) 

ตาม พรบ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มีประสิทธิภาพมากอยู่แล้ว มีเจตนารมณ์และออกแบบให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีความรู้ความเชี่ยวชาญในหลากหลายสหวิชาชีพซึ่งมิใช่เฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่ง และยังกำหนดให้ คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ มีคณะกรรมการที่หลากหลายความเชี่ยวชาญอาจกำหนดลักษณะคดีประเภทคดี High Impact ขึ้นมาเพิ่มเติมได้เช่นเดียวกัน

คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีการแต่งตั้ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยผ่านการคัดเลือกกำหนดต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ด้านบัญชีและด้านการเงินด้านละหนึ่งคน ซึ่ง คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะไม่ครอบคลุมและรอบด้าน การกำหนดลักษณะคดีประเภทคดี High Impact ขึ้นใหม่อาจจะมีผลกระทบเป็นวงกว้างและอาจจะทำให้ระบบการสอบสวนคดีอาญาประเภทอาชญากรรมทางเศรษฐกิจถูกตั้งคาถามเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญและความเป็นสหวิชาชีพเช่นกัน

ตามพรบ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ได้มีเครื่องมือพิเศษไว้หลายประการเพื่อเพิ่มประสิทธิในการสอบสวนในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายความรวมถึง คดี High Impact ด้วยเช่นกัน

ขณะที่ “พนักงานเจ้าหน้าที่” ของ สำนักงาน ก.ล.ต. ส่วนใหญ่จะเป็นวิชาชีพในสายด้านบัญชีและด้านการเงินซึ่งเหมาะสมที่จะทำหน้าที่เป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและบัญชี” ที่จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโดยการแสวงหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดเพื่อทำการร้องทุกข์กล่าวโทษมากกว่าจะทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน

ประเด็น 3 ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล

สำนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาตลอดจนจนกำกับ โดยกำหนดหลักการให้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และบัญญัติให้มีอำนาจสืบสวนเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อหาข้อมูลข้อเท็จจริง เอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่เพื่อใช้ในการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดกับพนักงานสอบสวนและใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนคดีอาญาได้

ระบบการสอบสวนตามมาตรฐานสากลที่ดีควรต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) อย่างมีประสิทธิภาพ และโปร่งใส หาก “สำนักงาน ก.ล.ต.” จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลที่กระทำความผิดตามพรบ.หลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โดยจะทำหน้าที่เป็นทั้ง ผู้ตรวจสอบ สืบสวน ร้องทุกข์กล่าวโทษ สอบสวนและมีความเห็นทั้งการสั่งคดีและการพิจารณาความเห็นแย้งเพียงฝ่ายเดียว อาจจะถูกตั้งคำถามถึง มาตรฐาน ความโปร่งใส ในการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) อย่างมีประสิทธิภาพได้

ประเด็น 4 ประสิทธิภาพระบบการสอบสวน 

ตาม พรบ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2567 ของ DSI ในคดีสำคัญ ( ให้ กคง. นำเสนอเกี่ยวกับ ผลคดีทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ 2547-ปัจจุบัน )

DSI เปิด 5 ข้อแย้งพ.ร.ก.ให้อำนาจก.ล.ต. ตั้งข้อสังเกตถ่วงดุลอำนาจ

และประเด็นที่ 5 การลงทุนใหม่

สำนักงาน ก.ล.ต. ไม่มีพนักงานสอบสวนที่มีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะที่จะกำหนดตำแหน่งมาทำการสอบสวนได้เลย โดยจะต้องมีการรับโอนข้าราชการจากกระทรวงทบวงกรม หรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนใหม่ รวมทั้งจะต้องมีการกำหนดหลักสูตร หรือ สถานที่ทาการฝึกอบรมหรือสถานที่ในการดาเนินการผลิตบุคคลกรเพื่อให้ทำหน้าที่เป็น “พนักงานสอบสวน”

โดยรัฐจะมีการเริ่มต้นลงทุนใหม่อีกครั้งกับแนวคิดตามร่างกฎหมายที่สำนักงาน ก.ล.ต.เสนอ และเชื่อว่ามีผลการสอบสวนหรือผลผลิตที่ได้จากการสอบสวนของ “พนักงานสอบสวน ก.ล.ต.” ก็จะถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกันกับวันนี้ในอีก 10-20 ปี ข้างหน้าเช่นกันถึง ความเหมาะสม โปร่งใส การถูกตรวจสอบ ความเป็นมาตรฐานและความเป็นมืออาชีพในการสอบสวน อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

คาดหวังว่า พนักงานสอบสวนของ สำนักงาน ก.ล.ต. จะทำหน้าที่สอบสวนได้ดีกว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือ พนักงานสอบสวน โดยจะไม่ถูกแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายการเมือง แต่ขณะเดียวกันเมื่อดูโครงสร้างของกฎหมายตาม พรบ.หลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เห็นว่า นอกจากไม่สามารถสร้างความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการสอบสวนให้กับพนักงานสอบสวน ไม่มีการกำหนดคุณสมบัติหรือคุณลักษณะการเป็นพนักงานสอบสวนมืออาชีพได้แล้ว ยังพบว่า โครงสร้างที่ถูกจัดสรรให้เป็น “พนักงานเจ้าหน้าที่” คือ ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมิได้อยู่ในระบบราชการของประเทศ แต่เป็นระบบสัญญาจ้างประเภทหนึ่ง

หากมีการการปรับเปลี่ยนหลักการพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ "เชื่อได้ว่าจะถูกแทรกแซงได้ง่าย" กว่าระบบการบริหารราชการของข้าราชการพลเรือน เนื่องจาก พรบ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 37 มีกระบวนการตรวจสอบคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่สั่งย้าย ไม่เลื่อนเงินเดือนหรือลงโทษทางวินัยกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษไว้ด้วย

ขณะเดียวกัน DSI มีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายได้ออกแบบและสร้างขั้นมาเพื่อดำเนินคดีกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจหรือคดีสาคัญ ๆ หรือ คดีประเภทคดี High Impact อยู่แล้ว แต่สมควรที่จะต้องมีการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน (Strong Collaboration)ให้มากกว่าเดิม และจะต้องสร้างระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่บังคับใช้ในปัจจุบัน คือ การสอบสวนต้องรวดเร็ว โปร่งใส บูรณาการร่วมกันและตรวจสอบได้

ทั้งนี้  “กรุงเทพธุรกิจ” สอบถามไปยัง  พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เปิดเผยว่า การร่วมมือในการสอบสวนคดีจากฝั่งตลาดทุนมีหน่วยงาน ก.ล.ต. เข้ามาตรวจสอบ อาจจะไม่จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก.แบบเร่งด่วนตามที่มีการดำเนินการปัจจุบัน เพราะสามารถร่วมใช้กฎหมายกับทาง DSI และแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทำงานในการสอบสวนในกรณีคดีที่มีผลกระทบวงกว้างได้ หรือหากเป็นคดีพิเศษทางตลาดทุนสามารถใช้กฎหมายกลางที่มีอยู่แล้วมีอำนาจตรวจสอบของก.ล.ต. สามารถดำเนินการได้