เปิด บจ.ตบเท้าประกาศ ‘ซื้อหุ้นคืน’ ดัน ‘หุ้นไทย’ พลิกฟื้น หนุนความเชื่อมั่น

40 บริษัทจดทะเบียน ประกาศซื้อหุ้นคืน ถึง ก.ย. 2568 หวังช่วยหนุนดัชนีหุ้นไทย ล่าสุด HMPRO ทุ่ม 7 พันล้านบาท ซื้อหุ้นคืน 800 ล้านหุ้น
“ตลาดหุ้นไทย” ปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาถึง 3 ปีแล้ว ! โดยดัชนีติดลบที่ 29.33% (26 มี.ค.2568) ส่งผลให้ Valuation ค่อนข้างถูกมาก ขณะที่ “นักลงทุนต่างชาติ” ยังคงเทขายออกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หนึ่งในกลไกเพื่อเป็นการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กลับคืนมา คงยกให้ “การซื้อหุ้นคืน” ของเจ้าของกิจการ และเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยพยุงราคาหุ้นของบริษัทแล้ว ยังเป็นการช่วยหนุนให้ “ดัชนีหุ้นไทย” ปรับฐานขึ้นมาได้
“ภราดร เตียรณปราโมทย์” ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก 3 ปีติดต่อกัน ซึ่งถือว่าปรับลงมาทุกปี หรือเรียกได้ว่าปรับตัวลงมากว่า 500 จุด ขณะที่ช่วงที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ตำแหน่งตั้งแต่งเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 5 เดือน ทำให้ลงมาลึกและเร็ว แต่ทว่าเมื่อไปดู Valuation ถูก P/BV อยู่ที่ 1.5 เท่า ขณะที่ปันผลสูงประมาณ 4.3% หุ้นกลุ่ม SETHD อยู่ที่ 6.6% ขณะที่ “ต่างชาติ” ยังคงมีการขายออก ดังนั้น บริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ต้องเข้ามาช่วยหนุนบริษัทของตัวเองโดยการเข้ามาซื้อหุ้นคืน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน
โดยที่ผ่านมาหุ้นขนาดใหญ่ที่มีการประกาศซื้อหุ้นคืน อย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท
บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO วงเงินกว่า 7 พันล้านบาท เป็นการยืนยันอย่างหนึ่งว่าบริษัทนั้นยอมนำเงินออกมาช่วงพยุงราคาหุ้นของตัวเองเป็นเซนติเมนต์ที่ดีต่อบริษัทนั้น ๆ และส่งผลดีต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยด้วย
สำหรับ ในปีนี้มีหุ้นอีกหลายตัวที่พอจะมี “โอกาสซื้อหุ้นคืน” ได้ แต่หุ้นตัวนั้น ๆ ต้องมีเงินสดในมือมากกว่า “มาร์เก็ตแคป” เกินกว่า 15% เพราะว่าการซื้อหุ้นคืนจะมีเพดานอยู่ที่ 10% และต้องมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวก นั่นแสดงว่า บริษัทต้องมีเงินสดที่แข็งแกร่ง และมีเงินสดสะสมเพียงพอเป็นระดับ 15% ของราคาหุ้นพอที่จะสามารถซื้อหุ้นคืนได้ขณะเดียวกัน หุ้นที่มีการทยอยซื้อหุ้นคืนแล้วในปีนี้เพียงแค่ 3 เดือนอยู่ที่ประมาณ 6 ,000 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับที่สูง เพราะปกติต่อปีไม่ถึง 10,000 ล้านบาท ขณะที่ ปีที่มีการซื้อหุ้นคืนมากสุดในช่วง “วิกฤติโควิด-19”
โดยช่วงที่ผ่านมาหุ้น SET100 ลงมาเร็วลงมาลึกจากจุดสูงสุดปีที่แล้วเฉลี่ย -34% จนมีหุ้นใน SET100 ถึง 39 ตัว ที่มี PBV น้อยกว่า 1 และปัจจุบันเริ่มเห็นการประกาศซื้อหุ้นคือจากหุ้นขนาดใหญ่อย่าง PTT และนับตั้งแต่ต้นปี มีบริษัทต่างๆ ซื้อหุ้นคืนไปแล้วกว่า 4.8 พันล้านบาท
สำหรับ หุ้นกลุ่มที่มีโอกาสที่จะเห็นในการประกาศซื้อหุ้นคือ ได้แก่ บริษัทบ้านปูจำกัด (มหาชน) หรือ BANPU บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) หรือ RCL บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC
บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน)หรือ SJWD บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU และ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เป็นต้น
“กรภัทร วรเชษฐ์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล. กรุงศรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการประกาศซื้อหุ้นคืน มองเป็นบวก โดยมีกระแสมาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2568 ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ในบ้านเราที่มีฐานะทางการเงินพร้อมทยอยประกาศซื้อหุ้นคืน ไล่มาตั้งแต่ TTB PTT รวมไปถึงล่าสุด HMPRO
ขณะที่ “กลุ่มธนาคาร” (แบงก์) ที่มีการประกาศซื้อหุ้นคืนในอัตราส่วนเงินปันผลต่อกำไร หรือ Payout Ratio ถือเป็นการบริหารเงินส่วนหนึ่ง ที่นักลงทุนได้เห็นภาพว่าหุ้น Undervalued มากเกินจริง จึงทำให้นักลงทุนเห็นโอกาสในการลงทุนระยะยาวมากขึ้น ในบริษัทขนาดใหญ่บ้านเราก็เห็นภาพธุรกิจ Under Value เป็นจริง
“เป็นภาพที่บริษัทมองธุรกิจของตัวเองดู Discount กว่า Value ที่มากเกินจริง และมีกระแสเงินสดมากเพียงพอ และสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนส่วนหนึ่งว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งระยะสั้น-ยาว และนักลงทุนสามารถเข้ามาลงทุนกับบริษัทได้ และไม่กระทบฐานทุนที่จะประกอบกิจการในช่วงถัดไป จึงมองเป็นภาพบวก”
อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นไทยในเชิง Valuation ค่อนข้างunder value มาก ราคาค่อนข้างถูก ต้องถือว่าเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีในระยะกลาง-ระยะยาว ทั้งนี้ในระยะถัดไปหุ้นที่คาดว่าจะมีโอกาสซื้อหุ้นคืน ได้แก่ หุ้น PTTGC GPSC TOP SCGP
“วีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ฟินันเซีย ไซรัส ให้ข้อมูลเสริมต่อไปว่า การที่บริษัทจดทะเบียนประกาศซื้อหุ้นคืนถือว่าจะเข้ามาช่วยหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับฟื้นขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะ “หุ้นตัวใหญ่” ที่จะมาช่วยหนุนที่ผ่านมาจะเห็นมีหุ้น PTT กับ TTB ที่มีการประกาศซื้อหุ้นคืน ล่าสุด HMPRO
ทั้งนี้ ในเชิงเซนติเมนต์เป็นการสะท้อนทางบริษัทเองมีการมองว่า ราคาหุ้น under value หรือ ณ ปัจจุบันราคาหุ้นต่ำกว่า “มูลค่าที่แท้จริง” ไปมาก จึงเป็นเซนติเมนต์สร้าง “ความเชื่อมั่น” ได้ โดยเห็นว่าปัจจุบันมีการซื้อหุ้นคืนมากกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมามาก ๆ หลังจากที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงมากต่ำมาก