เปิดนิติกรรมอำพราง 2 นายกฯ ‘พ่อ-ลูก’ ถลก ‘ซุกหุ้น-เลี่ยงภาษี’ภาค 2

ฝ่ายค้านเปิดนิติกรรมอำพราง 2 นายกฯ ‘พ่อ-ลูก’ ถลก ‘ซุกหุ้น-เลี่ยงภาษี’ภาค 2 ชำแหละโอนหุ้นให้ “แม่-พี่สาว” ปูดตั๋ว PN 9 บริษัท ส่อเลี่ยงภาษีรวม 236.9 ล้าน?
ปมร้อนตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋ว PN กว่า 4.4 พันล้านบาท ของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกขึ้นเขียงอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาฯ วันแรก (24 มี.ค.) ถูกฝ่ายค้าน นำโดย “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ซักฟอกประเด็น "หุ้น" ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา
กรณีการโอนหุ้นให้มารดา และพี่สาว วงเงิน 393.5 ล้านบาท รวมถึงการแจ้งมีหนี้สินเป็นตั๋ว PN กว่า 4.4 พันล้านบาท ใน 5 บุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่อเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี ใช้เป็นเครื่องมือทำนิติกรรมอำพราง ในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือไม่
วิโรจน์ อภิปรายเริ่มจากกรณีการโอนหุ้นหลังเข้ารับตำแหน่งนายกฯ กรณีเมื่อ 18 ส.ค.2567 โอนหุ้นในบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด 22,410,00 หุ้น มูลค่า 224.1 ล้านบาท ให้คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดา และ 5 ก.ย.2567 โอนหุ้นบริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด 16,949,990 หุ้น มูลค่า 169.4 ล้านบาท ให้ พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว
ถ้าการโอนหุ้นดังกล่าวเป็นการให้มารดา และพี่สาว ซึ่งในฐานะผู้รับ มีภาระในการจ่ายภาษีการรับให้ โดยกรณีมารดา ภาษีการรับให้ที่ต้องจ่ายให้รัฐ 10.2 ล้านบาท ส่วนพี่สาว มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้เช่นเดียวกัน คิดเป็นเงิน 8 ล้านบาท รวมแล้วรัฐต้องได้ภาษีการรับให้ 18.2 ล้านบาท
วิโรจน์ ตั้งคำถามต่อแพทองธารในฐานะนายกฯว่า รัฐจะได้รับภาษี การรับให้ 18.2 ล้านบาทหรือไม่ ซึ่งจะต้องจับตา ภายใน 31 มี.ค.2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการจ่ายภาษีก้อนนี้
- ตั๋ว PN 9 บริษัท ส่อเลี่ยงภาษี 218.7 ล.
อีกประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือ แพทองธาร มีพฤติการณ์ใช้ช่องว่างทางกฎหมาย นิติกรรมอำพราง ในการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีการรับให้ตั้งแต่ปี 2559 หรือไม่ เพราะใน 9 บริษัทดังกล่าวที่ แพทองธารใช้ตั๋ว PN รวมวงเงิน 4,434.5 ล้านบาท ส่อเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษีอย่างน้อย 218.7 ล้านบาท ได้แก่
1.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 2,388,724,095.42 บาท ชำระ ค่าหุ้นบริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด,บริษัท เอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด และ บริษัท เอส ซี เค เอสเทต จำกัด โดยจะต้องเสียภาษีอย่างน้อย 118.9 ล้านบาท
2.พานทองแท้ ชินวัตร พี่ชาย 1 ฉบับ เป็นเงิน 335,420,541 บาท ชำระค่าหุ้น บริษัท เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ต้องเสียภาษีอย่างน้อย 16.3 ล้านบาท
3.บรรณพจน์ ดามาพงศ์ (มีศักดิ์เป็นลุง เพราะเป็นพี่ชายคุณหญิงพจมาน) 2 ฉบับ เป็นเงิน 1,315,460,000 บาท ชำระค่าหุ้น บริษัท โอเอ ไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด และ บริษัท บี.บี.ดี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ต้องเสียภาษีอย่างน้อย 65.3 ล้านบาท
4.บุษบา ดามาพงศ์ (มีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ เพราะเป็นภริยานายบรรณพจน์) 1 ฉบับ เป็นเงิน 258,400,000 บาท ชำระค่าหุ้น บริษัท บี.บี.ดี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ต้องเสียภาษีอย่างน้อย 12.4 ล้านบาท
5.คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดา 1 ฉบับ เป็นเงิน 136,517,701.60 บาท ชำระค่าหุ้น บริษัท โอเอไอ คอนซัลแต้นท์ แอนด์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด ต้องเสียภาษีอย่างน้อย 5.8 ล้านบาท
วิโรจน์ ชี้ว่า หนี้สินของแพทองธาร ที่เป็นลูกหนี้ทั้ง 9 รายการ ที่ระบุในบัญชีทรัพย์สิน ไม่ใช่หนี้ที่อยู่ในรูปแบบสัญญาเงินกู้ แต่เป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือที่เรียกว่าตั๋ว PN เป็นหนี้สินที่แพทองธาร ซื้อหุ้นพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ เป็นการซื้อหุ้น และออกตั๋ว PN แทนการจ่ายเงิน
"ตั๋ว PN 9 ใบนี้ มีเงื่อนไขสุดว้าวมาก ๆ จะชำระเงินค่าซื้อหุ้นเมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย ซื้อหุ้นกันภาษาอะไร ไม่มีกำหนดจ่ายค่าซื้อหุ้นเมื่อไหร่ ต้องสงสัยอย่างฉกรรจ์ว่า เป็นการใช้ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือทำนิติกรรมอำพราง ทำธุรกรรมการซื้อปลอม ตบตาการได้หุ้นจากการให้ มาเป็นการซื้อหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้ ที่ต้องจ่ายให้กับแผ่นดิน เป็นพฤติกรรมเอารัดเอาเปรียบประชาชน บ่อนทำลายการพัฒนาประเทศ ซึ่งการจ่ายค่าหุ้นด้วยตั๋ว PN ที่ไม่ได้จ่ายเงินจริง ๆ ทำให้คนเหล่านี้ ไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาแม้แต่บาทเดียว" วิโรจน์ ระบุ
- ยกคำพิพากษาศาลฎีกาใช้ช่องว่างตั๋ว PN
วิโรจน์ อภิปรายด้วยว่า ตั๋ว PN ปกติใช้กันได้ในแวดวงการค้า มักใช้เป็นสัญญาเงินกู้ยืมระยะสั้น ใช้กันในหมู่ธุรกิจที่ค้าขายกันมานาน จนไว้เนื้อเชื่อใจ เพราะให้กู้ยืมไม่มีหลักประกันชัดเจน แต่ลองถามกรมสรรพากร ถ้าบริษัทไหนออกตั๋ว PN แค่หลัก 10 ล้านบาท กรมสรรพากรก็มาตรวจสอบแล้ว ว่าบริษัทมีพฤติการณ์การว่าจ้างปลอมหรือไม่ แล้วใช้ตั๋ว PN เป็นค่าใช้จ่ายปลอม เพื่อเสียภาษีนิติบุคคลลดลงหรือไม่ นี่คือกลโกงหนีภาษี เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 499/2562 ออกมาเป็นแนวแล้วด้วยว่าการใช้ตั๋ว PN กระทำผิดกฎหมาย หรือขัดความสงบ ศีลธรรมอันดี ตั๋ว PN นั้นเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ฯ
- จ่อยื่นกรมสรรพากรตรวจสอบ
วิโรจน์ อภิปรายว่า ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือธุรกรรมซื้อขายปลอม ไม่ใช่หลีกเลี่ยงภาษี แต่ใช้นิติกรรมอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบอีกกระทง ถ้าเจตนาแท้จริง แพทองธาร ได้หุ้นรับให้จากเครือญาติ แต่จงใจใช้ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือสร้างหนี้ปลอม สร้างธุรกรรมซื้อหุ้นปลอม พฤติกรรมแบบนี้คือ ทำนิติกรรมอำพราง หลีกเลี่ยงจ่ายภาษีรับให้ เข้าข่ายมีความผิด กรณีไม่จ่ายภาษี ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร
“ถ้าเรายอมรับการใช้ตั๋ว PN โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ต่อไปตั๋ว PN จะถูกใช้ในการติดสินบนเจ้าหน้าที่ เอาเงินเป็นร้อยล้าน แล้วให้ออกตั๋ว PN มาแล้ว แล้วอ้างว่านี่ไม่ใช่ให้สินบน แต่เป็นการข้าราชการระดับสูงมายืมเงิน แต่เจอเจ้าหนี้แสนประเสริฐ ให้ยืมไม่มีกำหนดจ่ายคืน ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องห่วงว่าจะถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ แต่จะมีแต่ข้าราชการระดับสูง ยากจนผิดปกติ จมไปด้วยหนี้ตั๋ว PN ท่วมหัว แต่ไม่ต้องกลัว ชาตินี้ไม่ต้องคืน เรายอมรับวิธีแบบนี้ได้จริง ๆ หรือ รวมถึงอาจใช้ตั๋ว PN ในการฟอกเงินจากการกระทำผิดกฎหมายได้ด้วย” วิโรจน์ กล่าว
โดยประเด็นนี้ “วิโรจน์” จะส่งเรื่องให้อธิบดีกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบ หากอธิบดี บอกว่าการโอนหุ้นแบบนี้ ใช้ตั๋ว PN ไม่ผิดกฎหมาย ไม่เข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษี ต้องให้อธิบดีฯ ออกระเบียบมาให้ชัดว่า ต่อจากนี้ใครโอนหุ้นให้ลูก หลาน เพื่อน ในปีภาษีหนึ่ง เกิน 20 ล้านบาท ถ้าไม่ประสงค์เสียภาษีรับให้ 5% ให้ใช้ตั๋ว PN แสร้งทำได้ เขาจะได้เอาพฤติการณ์แพทองธารเป็นเยี่ยงอย่าง การจัดเก็บภาษีประเทศนี้ได้เสมอภาคกัน ไม่ใช่เก่งกับรีดเลือดกับปู แต่ปล่อยผ่านคนมั่งมีระดับนายกฯ ให้มีพฤติกรรมหนีภาษีแบบนี้ นอกจากนี้เตรียมยื่นคำร้องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อไต่สวนเรื่องดังกล่าวด้วย ทั้งประเด็นกล่าวหาส่อทุจริต และประเด็นผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
- ย้อนเจตนานายกฯตามรอย“เจ้าสำนัก”
นอกจากนี้วิโรจน์ อภิปรายตอนหนึ่งพาดพิงว่า เจตนาของ “แพทองธาร” อาจไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงภาษีกว่า 218 ล้านบาท แต่ถ้าพิจารณาจริงๆ แล้ว แพทองธาร มีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินในจักรวาลชินวัตร ถ้าติดตามนวนิยายจีนกำลังภายใน นี่คือ เคล็ดวิชา “เคลื่อนย้ายจักรวาล” ที่เคยทำมาแล้วเมื่อปี 2544 ในตอนนั้น “เจ้าสำนัก” ไม่ใช่แค่ย้ายทรัพย์สิน แต่ยังซุกหุ้นไปยังคนรับใช้ ถ่ายเททรัพย์สินให้แก่คนขับรถ คนรับใช้ แต่ในยุคนั้นอาจทำได้ ไม่ว่ากัน เพราะยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการเสียภาษีรับให้ แต่หลัง 1 ก.พ.2559 จะต้องเสียภาษีรับให้ด้วย
- ย้อนรอยซุกหุ้นภาคแรก“ทักษิณ”
โดยในคดี “ซุกหุ้น” ภาคแรกนั้น “ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน” ก่อนจะโลดแล่นบนถนนการเมืองอย่างเต็มตัว ได้โอนหุ้นในส่วนของตนเองให้แก่ “คนรับใช้-คนขับรถ-คนรักษาความปลอดภัย” ถือไว้รวมมูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าหุ้นที่ “ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน” ถือไว้ ต่อมาเมื่อ “ทักษิณ” เข้าเล่นการเมืองเมื่อปลายทศวรรษ 2530 ได้เริ่มทยอยโอนหุ้นจาก “คนรับใช้-คนขับรถ-คนรักษาความปลอดภัย” ให้แก่ “ลูก-ญาติพี่น้อง” กระทั่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล “ชวน หลีกภัย 1” และรัฐบาล “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
ทว่า ประเด็นปัญหามาเกิดก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2544 ที่ “ทักษิณ” ก่อร่างสร้างพรรคไทยรักไทยแล้ว มีบุคคลยื่นคำร้องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของ “ทักษิณ” กรณีเป็นรองนายกฯ สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ส่อเข้าข่ายยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือไม่ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว มีหุ้นบางตัวที่ยังปรากฏชื่อ “คนรับใช้-คนขับรถ” ถือครองหุ้นอยู่ คิดเป็นมูลค่านับพันล้านบาท แต่กลับไม่มีการแจ้งต่อ ป.ป.ช.
ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า “ทักษิณ” จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ พร้อมกับส่งศาลรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญ 2540 ขณะนั้นบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยคดียื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ) วินิจฉัย ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งปี 2544
แม้จะมีอุปสรรคขวากหนามเรื่องนี้ แต่ยี่ห้อ “ทักษิณ” มีกระแสสูงอย่างมากในสังคม ด้วยสารพัดนโยบายหาเสียงขณะนั้น ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง และผลักดันให้ “ทักษิณ” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ครั้งแรกเมื่อปี 2544 ต่อมาในเดือนส.ค.2544 “ทักษิณ” ให้ถ้อยคำแก่ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยวลีในตำนาน “บกพร่องโดยสุจริต” ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียงว่า “ทักษิณ” ไม่จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญอย่างหนักในช่วงเวลาดังกล่าว
- ส่องบัญชี"พ่อ-แม่"ปล่อยกู้"ลูก-น้อง"
การถือตั๋ว PN 9 ฉบับ มูลค่ากว่า 4.4 พันล้านบาทดังกล่าวของ “แพทองธาร” อาจเปรียบเทียบได้กับกรณี “ทักษิณ” ยื่นบัญชีทรัพย์สินช่วงเป็นนายกฯ 2 สมัยในปี 2544 และปี 2548 มีการ “ให้กู้ยืม” แก่ “บุตรชาย-น้องสาว” กว่า 5 พันล้านบาท แบ่งเป็น
กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกฯ สมัยแรก เมื่อปี 2544 “ทักษิณ” แจ้งว่ามีเงินให้กู้ยืม 429.2 ล้านบาท โดยจำนวนนี้เป็นของ “พานทองแท้” 409 ล้านบาท ขณะที่"คุณหญิงพจมาน" มีเงินให้กู้ยืม 6,787,638,193 บาท โดยในจำนวนนี้เป็นของพานทองแท้ 5,056,348,840 บาท
กรณีพ้นตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ (สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต) ครบ 1 ปี “ทักษิณ” แจ้งว่ามี เงินให้กู้ยืม 429.2 ล้านบาท ได้แก่ “พานทองแท้” จำนวน 409 ล้านบาท และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาว อดีตนายกฯ เมื่อปี 2554) จำนวน 20 ล้านบาท
กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกฯ สมัยที่ 2 ปี 2548 ทักษิณแจ้งว่ามีเงินให้กู้ยืม 409.2 ล้านบาทแก่พานทองแท้ ส่วนคุณหญิงพจมานมีเงินให้กู้ยืม 3 รายได้แก่ บริษัท มิลเลนเนียม เฮ้าส์ พานทองแท้ ชินวัตร ประทักษ์ ลิขิตเลอทรวง และกัลยารัตน์ พนิชย์สกุล รวมมูลค่า 2,623 ล้านบาท โดยหากนับเฉพาะพานทองแท้ มีหนี้คงเหลือ 2,595 ล้านบาท (จากยอดเดิมเมื่อปี 2544 กว่า 5 พันล้านบาท)
ผ่านไปราว 1 ปี เมื่อปี 2549 ที่ทักษิณแจ้งกรณีพ้นตำแหน่งนายกฯ ครบ 1 ปี แจ้งว่า ไม่มีเงินให้กู้ยืม ส่วนคุณหญิงพจมานมีเงินให้กู้ยืม 28 ล้านบาท เท่ากับว่า เงินที่ทักษิณให้กู้ยืมแก่พานทองแท้ 409.2 ล้านบาท และคุณหญิงพจมานที่เหลือราว 2,595 ล้านบาท หายไปหมดแล้ว
- นายกฯ แจงวิธีปรับโครงสร้างบริษัท
ต่อมาแพทองธาร ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯว่า เพื่อทำความเข้าใจตรงกัน การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่ดำรงตำแหน่ง ได้ยื่นตามขั้นตอนทุกอย่าง ส่วนขณะนี้มีการยื่นคำร้องตรวจสอบ ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการ ป.ป.ช.ที่จะตรวจสอบตามขั้นตอน ยืนยันว่า ยินดี และเต็มใจที่จะแสดงข้อมูลหลักฐาน ต่อ ป.ป.ช.จนกว่าจะได้ข้อสรุป
ส่วนการทำธุรการในเรื่องของหุ้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ก่อนเข้าสู่การเมืองหลายปี ทั้งนี้ในเรื่องของการปรับโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท ด้วยการซื้อขายผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ PN นั้น มีหนังสือให้คำมั่นสัญญาว่า จะใช้เงินให้กับบุคคลหนึ่ง ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ อีกทั้งมีการปิดอากรแสตมป์ตามกฏหมายเรียบร้อย ขณะที่บางรายการที่ไม่มีการเสียภาษี เนื่องจากยังไม่ได้ชำระเงิน จึงยังไม่ทราบจำนวน แต่ถือเป็นภาระหนี้สินระหว่างตนและครอบครัว
"มีความชัดเจนว่าไม่ได้เป็นนิติกรรมอำพรางแต่อย่างใด ทั้งหมดได้ยื่นต่อป.ป.ช.ไปหมดแล้ว สามารถตรวจสอบได้แน่นอน วิธีการปรับโครงสร้าง PN ไม่ใช่เรื่องใหม่ ขอให้ท่านไปถามสมาชิกในพรรคของท่านดูว่า มีใครทำธุรกิจในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องปกติ”
นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ฝ่ายค้านระบุว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะกลายเป็นแหล่งทุจริตนั้น ผู้ใหญ่จะออกตั๋วใช้เงินให้กับกระบวนการค้ายาเสพติด ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่จินตนาการไปนิดนึง เรื่องนี้มีความชัดเจนว่า การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จะทำกับธุรการที่ถูกกฎหมาย โดยเปิดเผย ฝ่ายผู้ซื้อผู้ขายรับภาระหนี้สินระหว่างกัน การกระทำนอกกฎหมายใดๆ ไม่สามารถทำได้
นายกฯย้ำว่า อยากชี้แจงว่าการใช้วิธีออกตั๋วสัญญาใช้แทนการรับให้ เพื่อที่จะให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเปิดเผยไม่ใช่การแอบทำอะไร ในเรื่องการปรับโครงสร้างหุ้นจำเป็นต้องใช้การซื้อขาย แต่ ณเวลานั้น ตนไม่ได้มีความพร้อมที่จะชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด จึงใช้วิธีทำตั๋วสัญญาแทน และแสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งมีการพูดคุยกับคนในครอบครัวถึงเลือกแถมในการชำระ ภายในปีหน้า ฉะนั้นจึงไม่สามารถเลี่ยงการจ่ายภาษีได้อยู่แล้ว