วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ฝีแตกมหาดไทย' บีบ ‘อนุทิน’ รีเซตอำนาจ ‘สีน้ำเงิน’

ไม่แปลกที่กระแส “รีเซต” ครั้งใหญ่ภายในกระทรวงคลองหลอด จะถูกจับตามองในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับฤดูการแต่งตั้งโยกย้าย

สารพัดปัญหาที่สะสมอยู่ภายในกระทรวงมหาดไทย ในยุคที่ “ภูมิใจไทย” ครองอำนาจในกระทรวงแห่งนี้อย่างเหนียวแน่น กำลังทยอยปะทุขึ้นมาเป็นระลอก 

ตั้งแต่ประเด็นแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” การบุกรุกพื้นที่ของกลุ่มนายทุน และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ภูเก็ต การกระทำความผิดเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือหุ้นหรือประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติ ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด สถานบันเทิง สถานบริการ และการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

ล่าสุดคือ มหากาพย์ “โกงสอบ” คัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือน “ฝีแตก” ที่ไม่ได้กระทบเพียงภาพลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทย หากแต่ส่อแววลุกลามกลายเป็นพิษร้ายต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ "อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ออกมาชี้แจงภายหลังเรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.69 ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า การโยกย้ายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการ “ปรับตำแหน่ง” ให้เหมาะสม

แต่หากจับเวิร์ดดิ้งที่ “มท.หนู” ใช้ให้ดี จะเห็นว่าในอีกด้านหนึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับลึกๆ ว่า ปัญหาการโกงสอบท้องถิ่นกำลังทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทยตกต่ำ

จึงไม่แปลกที่กระแส “รีเซต” ครั้งใหญ่ภายในกระทรวงคลองหลอด จะถูกจับตามองในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับฤดูการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงล็อตใหญ่ ก่อนเข้าสู่ช่วงเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.

ว่ากันว่า “อนุทิน” วางโจทย์ให้กระทรวงมหาดไทย ต้องก้าวข้ามความเป็น “สิงห์ดำ-สิงห์แดง” รวมถึงทุกกลุ่มทุกสีภายในกระทรวง พร้อมสลายระบบแบ่งสี แบ่งก๊วน และสายการเมืองออกจากการบริหารงาน

นั่นจึงทำให้ต้องจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี ในเร็วๆ นี้ ซึ่งคาดว่าจะทยอยเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเข้าสู่การพิจารณา เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงจบลงไม่เกินเดือนก.ย. และทดแทน “บิ๊กเนม” ที่จะเกษียณอายุราชการในปีนี้

หนึ่งในนั้นคือ “สันติธร ยิ้มละมัย” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนี้ทำหน้าที่เป็น “ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง” ในคดีทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ขณะที่ “พรพจน์ เพ็ญพาส” อธิบดีกรมที่ดิน ก็อยู่ในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงที่ถูกจับตาการเปลี่ยนผ่านเช่นกัน

ส่วนบัญชีโยกย้าย “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ยิ่งต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะหากไล่เช็กกันดีๆ หลายพื้นที่ล้วนเป็นฐานเสียงสำคัญของ “พรรคน้ำเงิน” ซึ่งมีความหมายต่อการต่อยอด และการ “ตุนกระสุน” ทางการเมืองในอนาคตแทบทั้งสิ้น

สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีกำหนดเกษียณอายุราชการในปีนี้ ประกอบด้วย “ขจรเกียรติ รักพานิชมณี” ผู้ว่าฯ ขอนแก่น “ชูศักดิ์ รู้ยิ่ง” ผู้ว่าฯ ตาก “ชุติพร เสชัง” ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ “สิทธิชัย สวัสดิ์แสน” ผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ “วีระพันธ์ ดีอ่อน” ผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี

“พาตีเมาะ สะดียามู” ผู้ว่าฯ ปัตตานี “สมชัย เลิศประสิทธิพันธ์” ผู้ว่าฯ แพร่ “ชาญชัย ศรศรีวิชัย” ผู้ว่าฯ ยโสธร “ก้องสกุล จันทราช” ผู้ว่าฯ ยะลา “ปริญญา โพธิสัตย์” ผู้ว่าฯ สระแก้ว “นที มนตรีวัต” ผู้ว่าฯ อ่างทอง “ราชันย์ ซุ้นหั้ว” ผู้ว่าฯ อุดรธานี และ “สมบัติ ไตรศักดิ์” ผู้ว่าฯ อุทัยธานี

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสารพัดปัญหาสะสมที่กำลังกลายเป็น “ฝีแตก” และเริ่มส่งพิษไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะคดีโกงสอบท้องถิ่น ซึ่งถูกขยี้หนักในประเด็น “ถอนทุน” ของนักการเมืองภาคใต้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับมหากาพย์ “โกงสอบนายอำเภอ” เมื่อปี 2552 ซึ่งในเวลานั้นมี “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของนายกฯ อนุทิน ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ขณะที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย จนถูกมองเสมือนเป็น “รมว.มหาดไทยอีกคน”

อีกหนึ่งปมที่ยังไม่จบคือ กรณี “เขากระโดง” ซึ่งเชื่อมโยงกับอาณาจักรบุรีรัมย์ และถูกขยี้ต่อเนื่องไปถึงคนใน “ตระกูลชิดชอบ”

ล่าสุดประเด็นดังกล่าวส่อแววถูกตัดจบ หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยุติการสืบสวนกรณีการครอบครอง และออกเอกสารสิทธิที่ดิน ซึ่งอยู่ในแนวเขตที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยจำนวน 4,414 ไร่ และมีมติ “ไม่รับเป็นคดีพิเศษ”

ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอให้เหตุผลว่า ยังมีคดีที่ค้างอยู่ในศาลปกครอง โดยคู่ความคือ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย

ขณะที่ในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก็ชะลอการยื่นฟ้องผู้บุกรุกรายใหม่ไว้ชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ เพราะหากคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดีออกมาขัดแย้งกัน อาจส่งผลเสียต่อรูปคดีในภาพรวม

ภายใต้สัญญาณที่ดูเหมือนหลายเรื่องกำลังถูก “ตัดจบ” หรือเคลียร์ทางให้กับ “บิ๊กเนม” บางคน จึงได้เห็นการเปิด “แนวรุก” นอกสภาฯ จาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ซึ่งอาศัยจังหวะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเพลี่ยงพล้ำ เขย่าเสถียรภาพของฝ่ายอำนาจไปพร้อมกัน

ทั้งหมดนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการโยกย้ายข้าราชการตามฤดูกาล หากแต่เป็น “ไฟต์บังคับ” ที่ทำให้ “มท.หนู” ต้องเร่งจัดระเบียบและ “รีเซต” กระทรวงมหาดไทยครั้งใหญ่

โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่คือ การฟื้นความเชื่อมั่นต่อกลไกมหาดไทย และตัดวงจรข้อครหาเรื่องระบบสี ระบบก๊วน และสายการเมืองให้ได้

เพราะหากปล่อยให้สารพัดปัญหาที่สะสมอยู่ กลายเป็น “ฝีแตก” ต่อไป โดยไม่มีมาตรการจัดการอย่างจริงจัง พิษจากสารพัดปัญหาก็อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าประตูมหาดไทย แต่มีโอกาสลามไปถึง “อายุรัฐบาล” ให้สั้นลงกว่าที่คาด และนั่นอาจเป็นเดิมพันที่ “อนุทิน” ไม่สามารถปล่อยให้เกิดขึ้นได้

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์