งานวิจัยชี้ การละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เปลือกโลกบริเวณขั้วโลกคืนตัวสูงขึ้น ขณะที่บริเวณศูนย์สูตรยุบตัวลง ทำให้โลกมีรูปร่างกลมขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงเร่งตัวขึ้นในทุกทศวรรษ
KEY POINTS
- โลกส่วนที่เป็นของแข็งกำลังมีรูปทรงกลมขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่เกิดจากภาวะโลกร้อน
- กลไกคือเปลือกโลกบริเวณขั้วโลกยกตัวสูงขึ้นเนื่องจากแรงกดทับของน้ำแข็งลดลง ในขณะที่เปลือกโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรยุบตัวลงจากมวลน้ำที่ไหลไปสะสม
- การกลมขึ้นนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับส่วนที่เป็นของแข็งเท่านั้น แต่หากนับรวมมวลน้ำในมหาสมุทร โลกโดยรวมกลับมีความแบนเพิ่มขึ้น เพราะน้ำไหลไปกองที่เส้นศูนย์สูตร
- ข้อมูลจากดาวเทียมชี้ว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับในอดีต
ตามธรรมชาติแล้ว “โลก” ของเราไม่ได้มีรูปทรงเป็นทรงกลมที่สมบูรณ์แบบ แต่มีลักษณะเป็นทรงกลมรีแบน โดยป่องออกบริเวณเส้นศูนย์สูตรและแบนลงบริเวณขั้วโลกทั้งสอง อันเป็นผลมาจากแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในการหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์
อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิจัย JGR Solid Earth เปิดเผยว่า รูปทรงของโลกเปลี่ยนแปลงโดยส่วนที่เป็นของแข็งของโลกกำลังกลมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกอย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
ทีมวิจัยที่นำโดย ศ.คริสโตฟอรอส คอตซาคิส จากภาควิชาภูมิมาตรศาสตร์และสำรวจ มหาวิทยาลัยอริสโตเติล แห่งเทสซาโลนิกิ พัฒนาวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลความเร็วในแนวดิ่งจากระบบดาวเทียมนำทางระดับโลก (Global Navigation Satellite System: GNSS) เพื่อติดตามการเคลื่อนที่ของพื้นผิวโลกตั้งแต่ปี 2540-2558 การวัดค่าโดยตรงจากระบบดาวเทียมนี้ ช่วยให้รวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงความสูงของเปลือกโลกในบริเวณต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างแม่นยำ
ปรากฏการณ์นี้ มีจุดเริ่มต้นจากการละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ในแถบขั้วโลก เช่น กรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา เมื่อมวลน้ำแข็งมหาศาลละลายหายไป แรงกดทับมหาศาลบนเปลือกโลกบริเวณขั้วโลกจึงลดลง ส่งผลให้เนื้อโลกและเปลือกโลกส่วนของแข็งค่อย ๆ คืนตัวและยกตัวสูงขึ้น คล้ายกับก้อนแป้งโดที่คืนตัวหลังจากถูกกด
ในทางกลับกัน มวลน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นน้ำจะไหลไปสะสมอยู่บริเวณละติจูดต่ำและแถบเส้นศูนย์สูตร โดยมวลน้ำที่เพิ่มขึ้นในบริเวณศูนย์สูตร จะสร้างแรงกดทับใหม่ลงบนเปลือกโลกใต้ทะเลและแผ่นดินแถบศูนย์สูตร ส่งผลให้เปลือกโลกบริเวณนั้นเกิดการยุบตัวลงและลดความป่องพองเดิมลง
จากข้อมูลการตรวจวัดพบว่า บริเวณขั้วโลกมีอัตราการยกตัวสูงขึ้นประมาณ 0.5-1 มิลลิเมตรต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2554-2558 ในขณะเดียวกัน ของแข็งในเปลือกโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตรก็หดตัวลงในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นการลดความแบนของรูปทรงโลกอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ อัตราการกลมของโลกกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการศึกษาพบว่า ในทุก ๆ 10 ปี อัตราการยกตัวของเปลือกโลกบริเวณขั้วโลกจะเร่งความเร็วขึ้นอีกประมาณ 0.4 มิลลิเมตรต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติในอดีตช่วงปี 2540-2543
ศ.คริสโตฟอรอส คอตซาคิส กล่าวว่า “การค้นพบเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า ดาวเคราะห์ตอบสนองต่อการละลายของธารน้ำแข็งและการเคลื่อนย้ายของน้ำอย่างไร ซึ่งความรู้ประเภทนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อพฤติกรรมระยะยาวของโลก”
อย่างไรก็ตาม การกลมขึ้นนี้เกิดขึ้นเฉพาะกับส่วนที่เป็นของแข็งของโลกเท่านั้น หากคำนวณรวมมวลน้ำในมหาสมุทรทั้งหมด โลกในภาพรวมกลับมีความแบนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8 มิลลิเมตรต่อปี เนื่องจากน้ำทะเลไหลไปกองรวมและป่องออกบริเวณเส้นศูนย์สูตรมากกว่า
นอกจากรูปร่างของเปลือกโลกจะเปลี่ยนไปแล้ว การกระจายมวลใหม่ของโลกเนื่องจากน้ำแข็งละลายยังส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติพื้นฐานอื่น ๆ ของดาวเคราะห์ด้วย งานวิจัยอื่นยังแสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้ส่งผลให้การหมุนรอบตัวเองของโลกช้าลง เปลี่ยนทิศทางของแกนหมุน และเปลี่ยนแปลงสนามแรงโน้มถ่วงของโลกอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงรูปทรงของโลกในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบอันตรายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์โดยทันที แต่ก็เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางกายภาพขั้นพื้นฐานของดาวเคราะห์โลกได้ ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างเร่งด่วนที่สุด
ที่มา: AGU, Gizmodo, Live Science, Spatial Source





