เอไอกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (จบ)

กระแสการตื่นตัวเอไอทำให้ตลาดไอทีกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ตลาดไอทีในประเทศไทยอยู่ในระยะทรงตัวมาหลายปี ด้วยความอิ่มตัวในแง่ของอุปสงค์เพราะปัจจุบันนี้ต่างคนก็ต่างมีคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ้ค หรือแทบเล็ตเป็นของตัวเองกันแล้วแทบทั้งนั้น โอกาสที่จะซื้อเครื่องใหม่จึงมีไม่มากเพราะผู้บริโภคเห็นว่าเครื่องเก่ายังใช้งานได้ดีและเครื่องใหม่ที่วางขายก็ดูจะไม่แตกต่างจากเครื่องเก่าที่มีอยู่สักเท่าไร
งาน “คอมมาร์ต” ที่เพิ่งจบไปเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทำให้เราเห็นว่ากระแสการตื่นตัวของเทคโนโลยีเอไอนั้นทำให้ตลาดไอทีก็สามารถกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง เพราะผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีเอไอฝังตัวพร้อมใช้งานได้ทันที
ผมเชื่อว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้ากระแสนี้ก็จะยังไม่หมดไปได้ง่ายๆ และจะส่งผลกระทบมากขึ้นจนสินค้าใดๆ ที่ไม่ใช่ AI Ready หรือไม่สามารถใช้งาน AI ได้ทันทีอาจขายได้ยากกว่าเดิมมาก เพราะแนวโน้มด้าน AI นั้นเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปหมดแล้ว
ไม่ต่างอะไรกับในอดีตที่เราเคยยึดติดกับการสื่อสารผ่านเครื่องแฟกซ์ จนกระทั่งการสื่อสารไร้สายพัฒนารุดหน้าไปมากจนเราสามารถส่งเอกสารทุกรูปแบบผ่านโทรศัพท์มือถือได้ง่ายๆ ความต้องการเครื่องแฟกซ์จึงลดลง แต่ความต้องการระบบสื่อสารไร้สายความเร็วสูงกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 3G กลายเป็น 4G และ 5G ในปัจจุบัน
ผลประโยชน์ทั้งหมดตกลงที่ผู้บริโภคที่ได้เทคโนโลยีดีขึ้นในราคาที่ถูกลง นอกจากนั้นเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดนี้ก็จะไหลกลับไปที่เจ้าของเทคโนโลยีโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราจะเห็นนโยบายดึงเงินกลับสู่สหรัฐจากรัฐบาลของทรัมป์เพิ่มมากขึ้น
แต่เมื่อเอไอเริ่มแพร่หลายภูมิทัศน์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปเพราะจีนมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นมาทดแทน โดยเฉพาะ DeepSeek ที่ใช้เงินทุนน้อยกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งผมเชื่อว่านี่จะเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนอีกหลายระลอก
อย่าลืมว่าเม็ดเงินที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอในยุคแรก เช่น OpenAI นั้นใช้เงินทุนมหาศาล และตัวมันเองก็ยังใช้ทรัพยากรอีกมหาศาลเช่นกันทั้งอัตราการบริโภคกระแสไฟฟ้าและระบบน้ำเพื่อระบายความร้อน
ทั้งหมดนั้นทำให้มีความพยายามขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีเอไอเป็นเม็ดเงินลงทุนอีกไม่แพ้กัน ดังนั้นเมื่อ DeepSeek เปิดตัวโดยใช้เงินลงทุนน้อยกว่าหลายเท่า รวมไปถึงความต้องการทรัพยากรที่น้อยกว่าก็ยิ่งทำให้การลงทุนปั่นป่วนไปทั่วโลกดังที่เราเห็นใน
แต่เทคโนโลยีของจีนก็จะสร้างความง่ายในการเข้าถึงระบบเอไอที่ช่วยสร้างข้อได้เปรียบให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น และจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เนื่องจากมันจะก่อให้เกิดการประยุกต์ใช้งานข้อมูล Big Data, AI Application อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ในประเทศไทยก็อยู่ในแนวโน้มเหล่านี้เช่นกัน ตลาดไอทีที่กลับมาคึกคักอีกครั้งจึงเป็นสัญญาณบวกที่เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และบอกให้เรารู้ว่าเทคโนโลยีใหม่นี้ยังสามารถพัฒนาไปได้อีกไกลจนเป็นเหมือนการปฏิวัติวงการอีกครั้งหนึ่ง
แน่นอนว่าผู้ที่เห็นแนวโน้มดังกล่าวได้ก่อน และปรับตัวได้เร็วกว่าใครก็ย่อมเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงที่สุด