Meta กำไรสุทธิพุ่ง 49% 'สูงสุดทุบสถิติใหม่' ส่งสัญญาณ 2025 เป็นปีแห่ง AI

บริษัท 7 นางฟ้ารายล่าสุด Meta รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 โตแกร่ง ทำกำไรสูงสุดทุบสถิติใหม่ทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ มองปี 2025 เป็นปีแห่ง AI ที่จะมีการใช้งานผู้ช่วย AI อย่างแพร่หลาย ย้ำมาถูกทางแล้วในการทุ่มลงทุนเอไอ
หุ้น Meta Platforms Inc. ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มหุ้น 7 นางฟ้า พุ่งขึ้นกว่า 2% ในการซื้อขายหลังปิดตลาดช่วง extended-hours เมื่อวันพุธที่ 29 ม.ค.68 หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ที่ทำกำไรได้ "สูงสุดทุบสถิติใหม่" แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ซีเอ็นบีซีระบุว่า Meta ทำรายรับ 4.839 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ของ LSEG คาดการณ์ไว้ที่ 4.704 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (ESP) อยู่ที่ 8.02 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 6.77 ดอลลาร์
บริษัททำยอดขายไตรมาส 4 พุ่งขึ้น 21% เมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 49% อยู่ที่ 2.08 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์
ส่วนจำนวนผู้ใช้งานรายวันอยู่ที่ 3,350 ล้านคนในไตรมาส 4 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3,290 ล้านคนในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้งาน 3,320 ล้านคน
อย่างไรก็ดี บริษัทให้คาดการณ์รายรับในไตรมาส 1 อยู่ที่ระหว่าง 3.95 - 4.18 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้มีราคาเฉลี่ยน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.173 หมื่นล้านดอลลาร์
ปีแห่ง AI
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta แสดงความมั่นใจในกลยุทธ์ด้าน AI ของบริษัทโดยกล่าวว่าปี 2025 จะเป็น "ปีที่ยิ่งใหญ่" ที่ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทจะกลายเป็นสิ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในอุตสาหกรรม
"ในด้าน AI ผมคาดว่านี่จะเป็นปีที่ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ที่ชาญฉลาด และปรับแต่งได้สูงจะเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 1 พันล้านคน" ซักเคอร์เบิร์ก กล่าวในการประชุมเทเลคอนเฟอร์เรนซ์กับนักลงทุน "และผมคาดว่า Meta AI จะเป็นผู้ช่วย AI ชั้นนำ"
ทั้งนี้ "แชตบอต Meta AI" มีผู้ใช้งานรายเดือนทะลุ 700 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 600 ล้านคนในเดือนธันวาคม แต่ซีอีโอเมตาคาดว่า Meta AI จะมีผู้ใช้งานถึง 1 พันล้านคนในปีนี้ โดยระบุว่าเมื่อบริการสามารถขยายสเกลไปถึงขนาดนั้นได้ ก็มักจะสามารถพัฒนาข้อได้เปรียบที่ยั่งยืน และยาวนานได้
ส่วนการเกิดขึ้นของ DeepSeek ซึ่งเป็นโมเดลเอไอโอเพนซอร์สจาก "จีน" ที่สร้างได้ในทรัพยากรที่จำกัดกว่าเมื่อเทียบบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐว่า เป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่า Meta เดินมาถูกทางแล้วในการพัฒนาเอไอบนโอเพนซอร์ส โดยเมตาเองก็ได้ผลักดันโมเดลเอไอ "ลามา" (Llama) ให้เป็นโมเดลเอไอทางเลือกโอเพนซอร์สแทนเทคโนโลยีจาก OpenAI และ Google ซึ่งเป็นโมเดลเอไอบนระบบปิด
ปัจจุบันเมตาได้เสร็จสิ้นการฝึกอบรม Llama 4 แบบมินิเวอร์ชันแล้ว และการฝึกอบรมสำหรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM เวอร์ชันที่ใหญ่กว่านั้นก็มีความคืบหน้าอย่างมาก
บริษัทยังย้ำถึงแผนการลงทุนตามที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ว่า Meta จะลงทุนระหว่าง 6 - 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพื่อเร่งเครื่องกลยุทธ์ AI และเชื่อว่าการลงทุนอย่างหนักของบริษัทในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะสร้างความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ให้บริษัท
ขณะเดียวกัน ซักเคอร์เบิร์ก ยังกล่าวถึงทิศทางความสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" ด้วยว่า "เขาคาดว่าความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไปในปี 2025"
“ตอนนี้เรามีรัฐบาลที่ภูมิใจในบริษัทชั้นนำของเรา ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีของอเมริกา และจะปกป้องค่านิยม และผลประโยชน์ของเราในต่างประเทศ” ซักเคอร์เบิร์ก กล่าวกับนักลงทุนระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์ “ผมมองในแง่ดีเกี่ยวกับความก้าวหน้า และนวัตกรรมที่สามารถถูกปลดล็อกได้”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์