นโยบายทรัมป์เขย่าบัลลังก์ 'ดอลลาร์' สั่นคลอนสกุลเงินหลักโลก

นโยบายทรัมป์เขย่าบัลลังก์ 'ดอลลาร์' สั่นคลอนสกุลเงินหลักโลก

นักวิเคราะห์ เตือนนโยบาย ‘ทรัมป์’ เขย่าบัลลังก์ ‘ดอลลาร์’ ในฐานะสกุลเงินหลักของโลก ฉุดความพิเศษทางเศรษฐกิจสหรัฐถดถอย กระทบบทบาทในเวทีโลก

ประธานาธิบดี “โดนัล ทรัมป์” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระเบียบการค้าโลก ทั้งการขึ้นภาษีนำเข้าอย่างรวดเร็วและความไม่แน่นอนทางการค้าได้สร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะเติบโตช้าลงซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อสกุลเงิน “ดอลลาร์” สะท้อนจากดัชนีดอลลาร์ของวอลล์ สตรีทเจอร์นัลลดลง 7 จาก 9 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ผลตอบแทนของดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้นลดลงไปอยู่จุดเดิมในช่วงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 5 พ.ย. 

นโยบายทรัมป์เขย่าบัลลังก์ \'ดอลลาร์\' สั่นคลอนสกุลเงินหลักโลก

บัลลังก์ 'ดอลลาร์' สั่นคลอน

ล่าสุด Financial Times เผยแพร่บทความของ “แบร์รี ไอเคนกรีน” ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ และผู้เขียนหนังสือ Exorbitant Privilege: The Rise and Fall of the Dollar กล่าวว่า นโยบายของทรัมป์กำลังกัดกร่อนรากฐานของ "อำนาจนำของเงินดอลลาร์" และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ไอเคนกรีน เน้นย้ำความกังวลเกี่ยวกับความพิเศษทางเศรษฐกิจของอเมริกาที่กำลังถดถอย โดยชี้ให้เห็นถึงการลดลงของส่วนแบ่งการส่งออกของสหรัฐในตลาดโลก และผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายภาษีศุลกากรและการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของทรัมป์ที่มีต่อสถานะของเงินดอลลาร์

นอกจากนี้ไอเคนกรีนเตือนว่า หากความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับประเทศในยุโรปลดน้อยลง และการที่สหรัฐหันหลังให้พันธมิตรอาจลดความน่าดึงดูดของดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลกลงไปอีก

หลังจากนี้ อนาคตของเงินดอลลาร์ขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐจะยังคงยึดมั่นในหลักการทางกฎหมาย และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพันธมิตรในต่างประเทศหรือไม่ ซึ่งทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงิน และบทบาทของสหรัฐในเวทีโลก

นโยบายทรัมป์กระทบ ‘ดอลลาร์’

ก่อนหน้านี้นักลงทุนคาดหวังว่า นโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ที่เน้นการลดภาษีและผ่อนคลายกฎระเบียบจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น ทำให้หุ้นและค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่นักลงทุนต้องทบทวนสถาการณ์ในตลาดอีกครั้ง เมื่อทรัมป์ได้เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐพร้อมกับการลดจำนวนข้าราชการและลดความสำคัญของการพูดถึงการลดหย่อนภาษี 

สถานการณ์นี้ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะโตช้าลง เพราะนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนที่มาพร้อมกับการเก็บภาษีนำเข้า และผลกระทบโดยตรงของภาษีที่จะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น

นักวิเคราะห์หลายคนมีความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายของทรัมป์อาจส่งผลเสียตามมา โดยค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจะทำให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อสูงขึ้น และมีผลกระทบต่อการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)

นอกจากนี้ การที่เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์สหรัฐเพื่อไปลงทุนในตลาดอื่น เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ก็อาจจะทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลง และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐสูงขึ้นด้วย

หลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้นำทางการเมืองของสหรัฐสนับสนุนให้เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักในระบบการเงินโลกที่ทำให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า รวมทั้งการถือครอง "พันธบัตรรัฐบาล" ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของหนี้ทั้งหมดของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ เนื่องจากการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ 

แต่ในปัจจุบัน ทรัมป์และที่ปรึกษาบางคนได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการที่จะลดการใช้ทรัพยากรในการปกป้องพันธมิตร และต้องการให้ค่าเงินดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” เพื่อกระตุ้นการผลิตภายในประเทศ โดยทำให้สินค้าของสหรัฐมีราคาถูกลงสำหรับผู้ซื้อในต่างประเทศ

ธบัตรรัฐบาลสหรัฐดึงความสนใจนักลงทุน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงในเร็วๆ นี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐยังสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนต่างชาติยังคงสนใจที่จะนำเงินมาลงทุนในสหรัฐต่อไป

แบรด เซ็ตเซอร์ นักวิจัยอาวุโสของ Council on Foreign Relations กล่าวว่าความจำเป็นในการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมเพื่อชดเชยการขาดดุล น่าจะทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังคงอยู่ในระดับสูง และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกต่างมองหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง

อ้างอิง WSJ news.bitcoin