WIPO ดันโมเดลใหม่ ส่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีโลก

WIPO ดันโมเดลใหม่ ส่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีโลก

ประเทศไทยเตรียมพิจารณาใช้โมเดลข้อมูลใหม่จาก 'องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก' ประเมิน 'เศรษฐกิจสร้างสรรค์' ผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก

"เศรษฐกิจสร้างสรรค์" กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก โดยอาศัย "นวัตกรรม" และ "จินตนาการ" เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่ามากกว่าทรัพยากรแบบดั้งเดิม ในหลายประเทศเช่น จีน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์สามารถฝ่าปัญหาเศรษฐกิจขึ้นไปทำเงินได้ดี สะท้อนได้จากปรากฎการณ์หนัง Ne Jha 2, เกม Black Mith Wukong และกระแส Pop Mart ส่วน "ประเทศไทย" ที่ขึ้นชื่อเรื่องซอฟต์พาวเวอร์หลายด้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็กำลังมีกระแสขาขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมคอนเทนต์และการท่องเที่ยวที่นำโดย หลานม่า และ The White Lotus 3    

ล่าสุดองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้พัฒนา "โมเดลข้อมูลเศรษฐกิจสร้างสรรค์" ชุดใหม่ หรือ CEDM ออกมา โดยประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในประเทศที่นำโมเดล CEDM มาทดลองใช้ เพราะเห็นถึงโอกาสและอาจก่อให้เกิดประโยชน์ที่ดีในระยะยาว โดยปัจจุบันภาพรวมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยมีจำนวน 15 สาขา โดยในปี 2566 มูลค่ารวมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยอยู่ที่ 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของจีดีพีประเทศ ท่ามกลางการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้เกือบ 1 ล้านคน 

ดิมิเทอร์ กานท์เชฟ (Dimiter Gantchev) รองผู้อำนวยการและผู้จัดการอาวุโส ส่วนงานลิขสิทธิ์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 4 ที่มีการนำโมเดลข้อมูล CEDM มาทดลองใช้ต่อจากฟิลิปปินส์ คาซัคสถาน และตรินิแดดแอนด์โตเบโก ซึ่งตั้งเป้าจะผลักดันโมเดลนี้ให้ครอบคลุม 12 ประเทศทั่วโลก ภายในปี 2568 นี้

"ตอนนี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งที่คลุมเครืออีกต่อไปแล้ว ทุกคนสามารถเข้าใจได้ ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ มีการประสานงานและเปิดรับข้อมูลระดับนานาชาติมากมาย ตัวเลขต่างๆ บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง และ WIPO ก็ต้องการเห็นข้อมูลเพิ่มเติมจากมุมมองของทรัพย์สินทางปัญญาในแง่ของผลงานสร้างสรรค์ และเห็นประเทศไทยแสดงตัวในเวทีโลกให้มากขึ้น" กานท์เชฟ กล่าว

WIPO ดันโมเดลใหม่ ส่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีโลก

โมเดลข้อมูล CEDM คืออะไร

"โมเดลข้อมูลเศรษฐกิจสร้างสรรค์" (CEDM) เป็นโมเดลข้อมูลใหม่ที่ช่วยให้แต่ละประเทศสามารถประเมินระดับของศักยภาพทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นระบบ วัดผลได้ และมองเห็นเป้าหมายในอนาคต ซึ่งกำลังจะนำมาทดลองใช้กับประเทศไทยเป็นประเทศที่ 4 ในโลก โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง WIPO กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และจะมีการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในระบบนิเวศของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วย 

กานท์เชฟ กล่าวว่าโมเดลการชี้วัดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะให้ภาพรวมคร่าวๆ แบบ "สแนปช็อต" ของสถานการณ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์และเป็นตัวเลขคงที่ เช่น ตัวเลขการจ้างงาน จำนวนภาพยนตร์ที่ผลิต มูลค่าเพิ่มที่ผลิตขึ้น หรือเน้นไปที่ Output 

ทว่าโมเดลใหม่ CEDM จะประมวลความสัมพันธ์และการเกี่ยวเนื่องกัน โดยเน้นไปการนำเข้าข้อมูล หรือ Input ทั้งที่มาและข้อมูลเชิงละเอียดมากขึ้น เพื่อให้สามารถกำหนดเป้าหมายการต่อยอดหรือลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในการกำหนดนโยบายของประเทศ

WIPO ดันโมเดลใหม่ ส่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีโลก

ถอดบทเรียนจากเพื่อนบ้าน

สำหรับเหตุผลที่เลือก "ฟิลิปปินส์" เป็นประเทศแรกในการทดลองใช้โมเดล CEDM เป็นเพราะเมื่อปี 2565 ฟิลิปปินส์ได้ผ่าน "กฎหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์" ซึ่งบังคับให้รัฐบาลต้องจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทุกปี WIPO ได้เข้าไปเริ่มดำเนินการร่วมกับฟิลิปปินส์ตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2567 มีการเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากอุตสาหกรรมต่างๆ มาเข้าร่วมหารือ มีการแสดงโมเดล องค์ประกอบต่างๆ เพื่อต้องการสัมผัสกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่แท้จริง

"อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในฟิลิปปินส์มีความก้าวหน้า แต่บางครั้งก็ไม่ได้มีข้อมูลตัวเลขระบุแน่ชัด เช่น มีคนจำนวนมากที่ทำงานเกี่ยวกับแอนิเมชันและการออกแบบ แต่ส่วนใหญ่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำงานอิสระ เป็นฟรีแลนซ์ บ่อยครั้งที่พวกเขาทำงานเฉพาะเป็นจ๊อบๆ ไป หรือทำงานให้กับบริษัทต่างประเทศ แต่กลับไม่ได้ถูกรวมอยู่ในระบบสถิติเศรษฐกิจ และมีสถานะเป็นเพียงคนว่างงาน"  

ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้แสดงในสถิติทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ จึงเหมือนกับว่าพวกเขาไม่มีอยู่จริง แม้จะเป็นชุมชนขนาดใหญ่ก็ตาม จากการประชุมกับกลุ่มนักสร้างสรรค์เหล่านี้ทำให้เข้าใจว่านี่เป็นปัญหาที่ต้องหาวิธีแก้ไขไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ข้อมูลตามพื้นที่ต่างๆ ของหน่วยงานท้องถิ่นไม่ได้ถูกรวมอยู่ในรายงานช่องทางสถิติระดับชาติ ทำให้ต้องไปจัดทำหรือรวบรวมข้อมูลมาใหม่ 

ส่วน "อินโดนีเซีย" ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งในอาเซียนที่น่าจับตา เพราะมีการตั้ง "กระทรวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์" เป็นของตัวเองโดยเฉพาะ และเป็นหน่วยงานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของอินโดนีเซียด้วย นั่นคือเหตุผลที่การวิเคราะห์และการวัดผลจะช่วยให้เราสามารถกำหนดกลยุทธ์ นโยบาย และปรับปรุงการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อไปได้

WIPO ดันโมเดลใหม่ ส่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีโลก

ไทยชี้วัดอย่างไร แบบไหนถึงเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์

อินทรพิทักษ์ เจริญรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์ความรู้และระบบข้อมูล สำนักพัฒนาองค์ความรู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ CEA เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้ตัวชี้วัดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 5 ด้านหลักๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานของต่างประเทศ แต่โมเดล CEDM 

1. มูลค่าเพิ่มรวม (GVA) - ใช้วัดมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภาพรวม 15 สาขา ดูปีที่ผ่านมา แนวโน้การเติบโตแบบสะสม โดยวัดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนหลักการการจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรม (ประเทศไทย) ปี 2544 หรือ TSIC
 
2. แรงงานสร้างสรรค์ - ปัจจุบันมีเกือบ 1 ล้านคนในประเทศไทย โดยวัดจาก 12 สาขาอาชีพซึ่งอ้างอิงมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แยกย่อยได้ว่าสาขาอาชีพไหนกำลังมาแรง หรือกลุ่มไหนที่มีค่าตอบแทนสูงที่สุด เช่น กลุ่มเกม ซอฟต์แวร์ และโฆษณา   

3. มูลค่าการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ - ใช้โค้ดที่อ้างอิงจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ( UNCTAD)ว่ามีการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์กับต่างประเทศมากน้อยแค่ไหนในแต่ละปี 
 
4. การลงทุนของภาครัฐในสาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ - เป็นการใช้ฐานข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ดูการลงทุนด้านนี้ของหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ โดยจะคัดกรองตามคีย์เวิร์ดก่อน เช่น ซอฟต์พาวเวอร์/ สร้างสรรค์ จากนั้นจึงกรองในรายละเอียดของอีกชั้นว่าเป็นโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน

5. ธุรกิจสร้างสรรค์ - เป็นการใช้รหัส TSICS เหมือนอุตสาหกรรมฯ แต่ธุรกิจจะใช้ตัวชี้วัดแยกย่อยละเอียดลงไปอีกในแต่ละประเภท เช่น ในกลุ่มอาหารไทย เพื่อค้นหาว่าอาหารหรือเครื่องดื่มประเภทไหนที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพราะอาจกินส่วนแบ่งตลาดตัวเดียวมากถึงครึ่งหนึ่ง ทำให้สามารถสนับสนุนธุรกิจได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีโลก

ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปิดเผยว่า CEA มีเครื่องมืออยู่แล้วสำหรับวิเคราะห์และวัดศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ในประเทศไทย แต่ก็เรียกว่าเป็นเครื่องมือของเราเอง ตอนนี้แบบจำลองข้อมูลเศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังพิจารณาจาก "มุมมองระดับโลก" ที่ครอบคลุมมากขึ้น และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปัจจุบันสามารถเติบโตได้ในเวทีเศรษฐกิจโลก เราจำเป็นต้องแข่งขันในระดับโลก ดังนั้นจึงต้องสามารถเข้าใจปัจจัยและคุณลักษณะทั้งหมดที่เป็นแรงผลักดันหลักของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

"ผมคิดว่า CEDM เป็นเครื่องมือใหม่ เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วจะสามารถวัดศักยภาพของเราได้ และยังสามารถจัดสรรงบประมาณในตอนท้ายได้ด้วย เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าควรเน้นที่ปัจจัยใด ควรจัดสรรงบประมาณหรือทรัพยากรเพิ่มเติมอย่างไรให้ตรงจุด"  

ขณะที่ผู้บริหารของ WIPO ในฐานะองค์กรระดับโลกก็มองสถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยในแง่บวกว่า กำลังมีความก้าวหน้าอย่างยอดเยี่ยม WIPO ทำงานร่วมกับประเทศไทยมานานถึง 23 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในปัจจุบัน การเห็นข้อมูลเพิ่มเติมจากมุมมองของทรัพย์สินทางปัญญาในแง่ของผลงานสร้างสรรค์จะช่วยเพิ่มน้ำหนักได้ดีขึ้น และอยากเห็นประเทศไทยแสดงตนในเวทีโลกให้มากขึ้น

"ผมคิดว่าสิ่งที่จำเป็นก็คือ ประเทศไทยต้องพูดถึงความสำเร็จของตัวเองในระดับนานาชาติมากขึ้น เพราะมีประเทศอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า แต่ก็พูดหรือโปรโมทมากกว่า ประเทศไทยมีสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ และต้องแสดงให้โลกเห็น อย่าพอใจแค่กับกิจกรรมที่ทำในประเทศเท่านั้น แต่ต้องไปต่างประเทศและพูดถึงเรื่องนี้ด้วย"