รู้จักระเบียบโลกใหม่ฉบับ "เจ้าพ่อ"

รู้จักระเบียบโลกใหม่ฉบับ "เจ้าพ่อ"

นิตยสาร เดอะ อิโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 1-7 มีนาคม ขึ้นหน้าปก จั่วหัว “ระเบียบโลกใหม่ของเจ้าพ่อ” (The Don's New World Order) วิเคราะห์ระเบียบโลกที่กําลังเปลี่ยนไปจากบทบาทและนโยบายของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ที่กําลังทําตัวคล้าย เจ้าพ่อ

ที่พร้อมดิสรัปข้อตกลงหรือความสัมพันธ์ในภูมิศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนหรือสหรัฐต้องการ เป็นบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจและสำคัญ เพราะระเบียบโลกดังกล่าวจะกระทบทุกประเทศทั่วโลก

วันนี้จึงขอแชร์ความเห็นผมเรื่องนี้กับแฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

เมื่อพูดถึง “ระเบียบโลก” เราหมายถึงกติกาเพื่อการอยู่ร่วมกันของประเทศต่างๆในโลกทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่จะส่งเสริมเสถียรภาพ สันติสุข และความรุ่งเรือง

โดยสหรัฐในฐานะประเทศมหาอำนาจประเทศเดียวหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้มีบทบาทนำในการออกแบบและดูแลระเบียบโลก บนหลักการของการเคารพในอํานาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมบนพื้นฐานของการค้าแบบพหุภาคีที่ประเทศต่างๆ ร่วมกันวางกฎเกณฑ์ (Rule based) และถือปฏิบัติ

ความร่วมมือทางทหาร เช่น นาโต้ เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศในเครือข่าย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ ที่ดูแลความสงบและอธิปไตยของแต่ละประเทศ

เดอะ อิโคโนมิสต์ ให้ความเห็นว่า หลักการและความสัมพันธ์เหล่านี้กําลังถูกท้าทายหรือถูกด้อยค่าด้วยบทบาทและวิธีการใหม่ของรัฐบาลสหรัฐภายใต้นโยบายและการนำของประธานาธิบดีทรัมป์ที่กำลังทําให้ระเบียบเศรษฐกิจและการเมืองโลกเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

1.โลกกําลังเดินเข้าสู่ยุคอํานาจเป็นใหญ่หรืออํานาจคือความถูกต้อง (Might is right) ที่ประเทศใหญ่ใช้อํานาจและอิทธิพลทางทหารและเศรษฐกิจ กดดันและข่มขู่ คือ บูลลี่ ประเทศเล็กให้ยอมหรือปฏิบัติในสิ่งที่ตนคือประเทศใหญ่ต้องการโดยไม่สนใจเรื่องอธิปไตย ความถูกต้อง หรือผลที่จะเกิดขึ้น

เช่น ล่าสุด สหรัฐกดดันให้ยูเครนลงนามเพื่อแบ่งผลประโยชน์จากการลงทุนในแร่ธาตุที่ประเทศยูเครนมีให้สหรัฐโดยไม่ชัดเจนว่ายูเครนจะได้อะไรตอบแทน โดยเฉพาะในแง่ความมั่นคง ไม่ต่างกับเจ้าพ่อที่มักใช้กําลังหรือสร้างเงื่อนไขให้คนที่อ่อนแอกว่ายอมจํานน

2.การค้าเสรีแบบพหุภาคีที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจนได้ถูกทำลายด้วยการขึ้นภาษีศุลกากรแบบเลือกปฏิบัติของทรัมป์ ที่ขัดต่อการค้าเสรีแบบตรงๆ แต่ที่เสียหายมากกว่าคือใช้วิธีเจรจาต่อรองหรือ deal-making คือทําดีลแบบตัวต่อตัวหรือประเทศต่อประเทศมาเป็นพื้นฐานของการค้าแทนการใช้ระเบียบหรือข้อตกลงร่วมกันแบบพหุภาคีที่ทุกฝ่ายรับรู้

และเนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศใหญ่ รูปแบบลักษณะนี้จะทําให้การค้าโลกสะดุดเพราะความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น และจะอ่อนไหวต่อการใช้อํานาจการเมืองเข้าแทรกแซง ทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบจะมีมากโดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศเล็กกับประเทศใหญ่ 

เดอะอิโคโนมิสต์ให้ความเห็นว่า ถ้าการเจรจาต่อรองกลายมาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ โลกจะไปถึงจุดที่ทุกอย่างซื้อขายได้แลกเปลี่ยนได้ถ้ากดดันได้ ไม่ว่า สินค้า เทคโนโลยี พื้นที่ หรือแม้แต่เขตแดน ไม่มีแล้วความเสมอภาคที่จะเคารพในอํานาจอธิปไตยของแต่ละประเทศ

เราจึงเห็นทรัมป์พูดเหมือนเป็นเจ้าพ่อว่า อยากได้ แคนาดา คลองปานามา และกรีนแลนด์เป็นของสหรัฐ

3.การเมืองกับธุรกิจโดยหลักการควรแยกจากกัน คือการเมืองควรเป็นกลางสําหรับภาคธุรกิจที่โดยธรรมชาติจะแข่งขันกัน 

แต่เมื่อการเจรจาต่อรองกลายมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ การแยกระหว่างธุรกิจกับอํานาจรัฐหรือการใช้อํานาจรัฐก็จะคลุมเครือ

นี่เป็นอีกประเด็นที่เดอะอีโคโนมีสต์เป็นห่วง ยิ่งทีมเจรจาหรือทีมการเมืองของทรัมป์มีนักธุรกิจเข้าร่วมมาก ทุกอย่างบนโต๊ะเจรจาก็จะมาก ทั้งประโยชน์ของประเทศ วาระทางการเมือง และประโยชน์ส่วนตน แยกกันไม่ออก เหมือนเจ้าพ่อที่มีลูกน้องมาก จนคุมไม่ได้หรือตามไม่ทันว่าใครทําอะไร

นี่คือสิ่งที่กําลังเกิดขึ้น ที่มาจากประเทศมหาอํานาจอันดับหนึ่งของโลก และถ้าสิ่งเหล่านี้กลายเป็นวิธีปฏิบัติใหม่ของโลก ระเบียบการอยู่ร่วมกันของประเทศต่างๆในโลก ก็จะเปลี่ยนไปแน่นอน กลายเป็นระเบียบโลกที่อํานาจเป็นใหญ่

เหมือนในหนังเรื่อง เดอะก็อดฟาเธอร์ ที่อํานาจถูกจัดเป็นลําดับชั้น สูงสุดคือเจ้าพ่อตัวจริง หรือเดอะดอน ซึ่งก็คือสหรัฐในฐานะประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาหรือแถวสองคือเจ้าพ่อหรือดอนคนอื่นๆ ที่มีอำนาจแต่ขณะนี้ยอมรับในอำนาจและอิทธิพลของเจ้าพ่อสูงสุด (และพร้อมท้าทายถ้าเวลาหรือเงื่อนไขมาถึงเหมือนในหนัง)

ซึ่งในบริบทการเมืองโลกขณะนี้ แถวสองคือประเทศมหาอำนาจและประเทศใหญ่อื่นๆ เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย ส่วนแถวสาม คือประเทศที่เหลือหรือคนอื่นๆ ที่เหลือที่ไม่เข้มแข็งพอที่จะดูแลตัวเอง ต้องพึ่งการคุ้มครองจากคนที่เข้มแข็งกว่าคือ เจ้าพ่อ ทั้งตัวจริง

และแถวสอง ซึ่งผู้อ่อนแอคงต้องตอบแทนการคุ้มครองด้วยการจ่าย หรือทําอะไรให้เป็นการตอบแทนเมื่อถูกร้องขอ นี่คือโครงสร้างอํานาจแบบเจ้าพ่อ ที่เดอะ อีโคโนมีสต์ สรุปว่าอาจกลายเป็นระเบียบโลกใหม่จากนี้ไป

ผมคิดว่าทีมทํางานทรัมป์อาจมีระเบียบโลกลักษณะนี้อยู่ในใจ มองว่าระเบียบโลกแบบนี้จะให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐมากกว่า จึงพยายามต่อยอดอํานาจและอิทธิพลที่สหรัฐมีในทุกมิติเพื่อใช้หาประโยชน์

เทียบกับระเบียบโลกปัจจุบันที่สหรัฐเสียเปรียบเพราะการทำหน้าที่ตํารวจโลกมีต้นทุนที่สหรัฐต้องจ่ายคือ งบประมาณแผ่นดินและภาระหนี้ที่สูงขึ้นซึ่งต้องลด ขณะที่ด้านรายได้สหรัฐไม่ได้อะไรตอบแทน

เป็นวิธีคิดแบบธุรกิจที่มองทุกอย่างเป็นกําไรขาดทุนและประโยชน์ที่จะเกิดกับตน ไม่ได้มองการทำหน้าที่ในแง่สินค้าสาธารณะและประโยชน์ที่จะมีต่อโลกหรือส่วนรวม

หลายคนคงมีคําถามในใจว่าทําไมทรัมป์และทีมงานคิดแบบนี้หรือคิดแบบนี้ได้อย่างไร ที่จะเปลี่ยนระเบียบโลกจากที่มีกฎเกณฑ์ มาเป็นระเบียบโลกที่อํานาจเป็นใหญ่และใช้อํานาจให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ

ซึ่งสำหรับผมไม่แปลกใจและเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อประเทศมีนักธุรกิจหรือมหาเศรษฐีมาเป็นผู้นําประเทศหรือเป็นรัฐบาล เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่เหมือนคนทั่วไป คือจะคิดแต่เรื่องกําไรขาดทุน และเติบโตมากับการใช้อํานาจเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ 

การตัดสินใจจึงเน้นประโยชน์ระยะสั้นมากกว่าระยะยาว และส่วนใหญ่มักมีปัญหาในการแยกแยะระหว่างประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตน เพราะมองว่าทุกอย่างซื้อได้เปลี่ยนแปลงได้จบได้ถ้ามีอำนาจ เราจึงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่เห็นเมื่อคนเหล่านี้เป็นใหญ่และมีอํานาจ.

รู้จักระเบียบโลกใหม่ฉบับ \"เจ้าพ่อ\"

เศรษฐศาสตร์บัณฑิต 

ดร.บัณฑิต นิจถาวร

ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

bandid.n@ppgg.foundation