สูตรลับปลุกชีพเศรษฐกิจ และ ตลาดทุนไทย

สูตรลับปลุกชีพเศรษฐกิจ และ ตลาดทุนไทย

ในช่วงท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทย (SET) กลับมายืนเหนือ 1,200 จุด อีกครั้ง หลังตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศมาตรการใหม่ชื่อว่า Thai Individual Saving Account หรือ TISA 

TISA  ซึ่งเป็นบัญชีเพื่อการลงทุนที่จะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งเงินปันผล (Dividend) กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) และดอกเบี้ย (Interest) ที่ได้รับ

ซึ่งคล้ายคลึงกับมาตรการ Nippon Individual Savings Account หรือ NISA ที่ประเทศญี่ปุ่นเคยนำมาใช้ ซึ่งแม้จะเป็นข่าวดี แต่ภาพรวมตลาดทุนไทยยังคงน่าเป็นห่วง เมื่อพิจารณาว่าหุ้นไทยยังแย่ที่สุดในโลกในปีนี้

บทความฉบับที่แล้ว ผู้เขียนได้มองว่า ใน 3 ปัจจัยที่จะผลักดันตลาดหลักทรัพย์ให้เติบโตนั้น 2 ปัจจัยของไทยอ่อนแอ อันได้แก่

(1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ (Macroeconomic factors) ที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี ขณะที่เงินเฟ้อ 1% ต่างจากเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เศรษฐกิจรวมเงินเฟ้อโตปีละ 4-7%

(2) ปัญหาธรรมาภิบาล ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขในเชิงกฎระเบียบ มีเพียง

(3) โมเดลธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนที่อาจกล่าวได้ว่ายังค่อนข้างแข็งแกร่ง

ถ้ามองในภาพใหญ่ มาตรการ TISA นั้น เป็นความตั้งใจที่ดีที่จะพลิกฟื้นให้ความเชื่อมั่น (Trust and confidence) กลับมาที่ตลาดหุ้นไทย แต่ประสิทธิภาพของมาตรการอาจจะค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับ NISA ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ Abenomics ที่ประกอบด้วย “ธนู 3 ดอก” อันได้แก่

(1) นโยบายการเงินผ่อนคลาย โดยลดดอกเบี้ยเป็น 0% และทำ QQE (2) นโยบายการคลังสนับสนุน โดยการปฏิรูปการคลัง และลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ (3) นโยบายปฏิรูปโครงสร้าง โดยเฉพาะการปฏิรูปบรรษัทภิบาล และกำหนดให้ ROE ขั้นต่ำ 5%

ผลลัพธ์ของธนูทั้ง 3 ดอก ผลักดันให้ดัชนี Nikkei 225 เพิ่มขึ้นจาก 16,000 จุด ทะลุ 38,000 จุด (เพิ่มขึ้น 135%) ในขณะที่กรณีของไทยนั้น TISA เป็นเพียงมาตรการด้านภาษีโดดๆ โดยไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุม

ผู้เขียนมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยเกินความสามารถที่มาตรการตลาดเงินตลาดทุนเพียงกลุ่มเดียวจะแก้ได้ เพราะเป็นปัญหาของการตกอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” ของเศรษฐกิจไทยมายาวนาน

โดยเฉพาะหลังโควิดที่รายได้ต่อหัวของไทยยังไม่ได้ฟื้นกลับไปเท่ากับช่วงก่อนโควิดเลย ซึ่งเป็นผลจากการขาด “New growth engine” ที่จะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ ไทยเคยเติบโตก้าวกระโดดจากการมีเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ในหลายช่วง เช่น (1) Eastern Seaboard ในช่วงปี 2525 หลังค้นพบก๊าซธรรมชาติ (2) การส่งออกที่เติบโตหลังวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2541 เนื่องจากค่าเงินอ่อนค่า และ (3) การท่องเที่ยวที่เติบโตหลังวิกฤติน้ำท่วมปี 2554 ดังนั้น การจะยกระดับตลาดหุ้นไทยให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่อย่างเร่งด่วน

ในประเทศที่เศรษฐกิจมีปัญหา ส่วนใหญ่ฟื้นตัวขึ้นได้เพราะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาลทั้งสิ้น (มูลค่าอยู่ในช่วง 12-40% GDP) เช่น

(1) ในสหรัฐหลังจากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (ช่วงปี 2476-2482) ได้ริเริ่มโครงการ New Deal

(2) ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุ่มทุนพัฒนาอุตสาหกรรมและส่งเสริมการส่งออกจนเติบโตถึง 10% ต่อปี

(3) เกาหลีใต้ ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมหนักและสนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 

(4) จีนที่ปฏิรูปเศรษฐกิจ ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

(5) สิงคโปร์ ที่ลงทุนพัฒนาท่าเรือ สนามบิน และสร้างอุตสาหกรรมใหม่จนยกระดับประเทศสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

และที่สำคัญที่สุดได้แก่ (6) อินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ที่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์หรือเกือบ 40% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจอินเดียเติบโต 6.5-7% ต่อปี

ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ประมาณ 4 ล้านล้านบาท หรือ 22% GDP ภายใน 5 ปีข้างหน้า 

โดยลงทุนในระบบชลประทาน การวางผังเมือง คมนาคม ท่าเรือ สนามบิน และพลังงาน โดยลงทุนในระบบรางประมาณ 2 ล้านล้านบาท ถนนและทางหลวง 4-5 แสนล้านบาท ท่าเรือ 1.5-2.0 แสนล้านบาท

สนามบินประมาณ 2.5-3.0 แสนล้านบาท ระบบบริหารจัดการน้ำและชลประทาน 3.5-4.0 แสนล้านบาท และพลังงานและสาธารณูปโภคอื่นๆ 2.0-3.0 แสนล้านบาท

หากลงทุนในรูปแบบดังกล่าว ตามการคำนวณของผู้เขียนแล้ว จะเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้น 1.5-2.0% ต่อปี ทำให้ GDP เติบโตรวมเป็น 4.0-4.5% ต่อปี จากปัจจุบันที่ประมาณ 2.5% 

โดยการลงทุนนี้จะส่งผลกระทบทั้ง (1) ทางตรง (+0.7-0.9% ต่อปี) จากการลงทุนและการจ้างงาน (2) ทางอ้อม (+0.5-0.7% ต่อปี) จากการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน และ (3) ผลกระทบเชิงกระตุ้นหรือ Crowding-in effect (+0.3-0.4% ต่อปี) จากการลงทุนภาคเอกชนที่ตามมา

ในส่วนของเม็ดเงินในการลงทุนอาจใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยรัฐบาลจะลงทุน 1.5-2 ล้านล้านบาท

ขณะที่อีกครึ่งหนึ่ง อาจเป็นการประมูลจากภาคเอกชน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือ Infrastructure fund ในโครงการที่ได้กำไรเชิงพาณิชย์ (Commercially viable)

ขณะที่ในส่วนของการระดมทุนภาครัฐ ในบางส่วนอาจออกในรูปแบบพันธบัตรออมทรัพย์ระยะยาว (เช่น 30 ปี) เพื่อระดมทุนจากภาคธุรกิจและบุคคลทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันมีความต้องการสูงในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นเดียวกับทองคำ

การลงทุนขนาดใหญ่จะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นจาก 67-69% เป็น 71-75% ผู้เขียนจึงเสนอให้ปรับเพดานหนี้สาธารณะขึ้นจาก 70% GDP เป็น 80% GDP โดยตั้งเป้าปรับลดกลับมาที่ 70% ในปี 2578 ผ่านการปฏิรูปภาษี

หากทำตามข้อเสนอดังกล่าว เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ 4% ต่อปีต่อเนื่อง 5 ปี (ไม่รวมเงินเฟ้อ หรือ 5-6% รวมเงินเฟ้อ) ซึ่งเมื่อประกอบกับการพัฒนาทางธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนไทย

จนทำให้ผลประกอบการเฉลี่ยของทั้งตลาดสามารถขยายตัวได้ประมาณ 5% ต่อเนื่อง 5 ปี รวมถึงการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการหรือธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น และผลักดันมาตรการที่เหมาะสมต่าง ๆ เช่น 

(1) ผลักดัน Omnibus Law หรือการเร่งออก พ.ร.ก. ฟื้นฟูตลาดทุนไทยตามที่ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กล่าว

(2) การปฏิรูปบรรษัทภิบาล (เช่น ผ่านการเพิ่มบทบาท จำนวน และอำนาจของคณะกรรมการบริษัท)

(3) กำหนดมาตรฐานผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ขั้นต่ำสำหรับบริษัทจดทะเบียน และ

(4) การบูรณาการนโยบาย โดยประสานนโยบายการเงิน การคลัง และโครงสร้างเข้าด้วยกัน มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ

ภาพเหล่านี้จะทำให้ความไว้ใจและเชื่อมั่น (Trust and confidence) ในตลาดทุนไทยกลับมา และทำให้ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้

นี่คือทางออกเดียวที่จะปลุกชีพเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ผู้บริหารประเทศทั้งหลาย โปรดพิจารณา

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่