'สารัชถ์' ปลุกเชื่อมั่นผู้ถือหุ้น GULF หลังควบรวม INTUCH ลุยต่อยอดธุรกิจ

'สารัชถ์' ปลุกเชื่อมั่นผู้ถือหุ้น GULF หลังควบรวม INTUCH ลุยต่อยอดธุรกิจ

"สารัชถ์" แจ้งผู้ถือหุ้นหลังควบรวม INTUCH ส่วนแบ่งกำไรไม่น้อยกว่า 3,500 ล้านบาทต่อปี รับปันผลเพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี หนี้สินต่อทุนลดลง 0.8 เท่า จากเดิมไม่เกิน 1.8 เท่า เดินหน้าต่อยอดธุรกิจ

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวภายหลังประชุมผู้ถือหุ้น วันนี้ (25 มี.ค.2568) ว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาในส่วนของกัลฟ์ โดยกลุ่มพลังงานเป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนธุรกิจธรรมชาติ กัลฟ์ถือเป็นผู้ประกอบการเอกชนรายแรกที่นำเข้าก๊าซ LNG ที่มีต้นทุนถูกกว่ามาผลิตไฟฟ้า ดังนั้น ธุรกิจพลังงานถือว่าสร้างรายได้และการเติบโตอย่างดีเป็นไปตามเป้าหมาย 

ส่วนการควบรวมกับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH นั้น จากผลดำเนินงานของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ที่ผ่านมาถือว่ามีผลประกอบการที่ดีกว่าเป้าหมายจากกำไรเดิมกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งปีที่ผ่านมามีกำไรกว่า 3 หมื่นล้านบาท 

ทั้งนี้ ภายหลังกัลฟ์ควบรวมกับอินทัช จึงขอแจ้งกับผู้ถือหุ้นในรอบสุดท้ายว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดยจะมีผลวันที่ 1 เม.ย. 2568 และจะกลับมาเปิดซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 3 เม.ย.2568

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจใหม่หลังควบรวมจะสร้างรายได้ให้กลุ่มกัลฟ์มากขึ้น จะเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานอินฟราสตรัคเจอร์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ มุ่งสู่ธุรกิจแห่งอนาคตซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ปัจจุบันมีกำลังผลิต 24 เมกะวัตต์ ที่มีเป้าหมายจะสร้างเสร็จในไตรมาส 2/2568 ขณะนี้มีลูกค้าจองเต็มหมดแล้ว และจะขยายในเฟสต่อไปกำลังการผลิตมากกว่าเดิม ดังนั้น รายได้ที่เข้ามาจะต่อยอดธุรกิจอื่น ทั้ง ดิจิทัล คลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ 

"การควบรวมจะทำให้ความสามารถทางรายได้ดีขึ้น อัตราส่วนหนี้สินผู้ถือหุ้นลดลง ขยายฐานได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมากัลฟ์ออกบอนด์ 2 ครั้ง 2-3 หมื่นล้านบาท เป็นจำนวนในระดับที่ดี อาจจะเทียบจากบริษัทหลายบริษัทที่ไม่สามารถจ่ายคืนได้ ทำให้บอนด์ของกัลฟ์ได้รับการตอบรับดี ทุกครั้งที่ออกบอนด์จะดีเกินเป้า"

นอกจากนี้ การควบรวมครั้งนี้จะทำให้กัลฟ์แข็งแรงมากขึ้น จะได้ส่วนแบ่งกำไรไม่น้อยกว่า 3,500 ล้านบาทต่อปี และจะได้เงินปันผลเพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี หนี้สินต่อทุนลดลง 0.8 เท่า จากเดิมไม่เกิน 1.8 เท่า เพราะอินทัชไม่มีหนี้ มีสถาพคล่องสูง ต่อยอดธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล แม้แต่การเงินกระจายความเสี่ยงรายได้เดิมจากกำไรกลุ่มธุรกิจพลังงาน 60% อีก 40% จะมาจากอีก 3 ธุรกิจซึ่งรวมถึงการควบรวมธุรกิจแล้ว

สำหรับในส่วนของกำไรและเงินปันผลหลังควบรวมนั้น อาจจะยังตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะจะมาจากผลประกอบการบริษัทใหม่ นโยบายแผนการลงทุนในอนาคต การบริหารจัดการกระแสเงินสด เพื่อจะสร้างความสมดุล ทั้งผลตอบแทนผู้ถือหุ้น การเงินการลงทุนและขยายการลงทุนในอนาคต แต่อยากให้ความมั่นใจว่ากัลฟ์มีการจ่ายบันผลมาตลอด จะเห็นว่า ตลอด 4-5ปี ที่ผ่านมามีการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง

"การควบรวมไม่ใช่การแก้ปัญหาของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เราเกิดจากบริษัทที่มีฐานะการเงินที่แข็งแรง มีทิศทางทางธุรกิจใหม่ที่ดีทั้งคู่ จึงช่วยสร้างความมั่นคง คณะผู้บริหารมีความสามารถมีประสบการณ์ที่จะเลือกกิจการที่น่าลงทุน ดังนั้น หลังควบรวมสถานทางการเงินที่ดี ต้นทุนทางการเงินต่ำลงมาก ความสามารถทางการแข่งขันและกำไรสูงขึ้น กัลฟ์ตั้งเป้างบลงทุน 5 ปี 1 แสนล้านบาท ปีนี้ลงทุน 2 หมื่นล้านบาท"

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า อาจมีโครงการที่ไม่ดีหลุดมาบ้าง ก็มีการมอนิเตอร์ทุกขั้นตอน อีกทั้ง สิ่งที่คำนึงถึงตลอดเวลาคือ ผู้ถือหุ้นทุกคนในบริษัท คำนึงถึงความโปร่งใส ระมัดระวังการลงทุน หากผิดพลาดจะกลับมายังผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ดังนั้น แนวทางหลังควบรวมจะทำธุรกิจใหม่อีกหรือไม่ ต้องตอบเลยว่ามีตลอดเวลา ผู้บริหารมีหลักการบริหารบริษัทที่ยึดมั่นความถูกต้องและยึดหลังธรรมทภิบาล"