'ผู้หญิงอ้วน' เสี่ยงโรคทางสูตินรีเวช เช็กวิธีควบคุมน้ำหนัก ดูแลสุขภาพ

'ผู้หญิงอ้วน' เสี่ยงโรคทางสูตินรีเวช เช็กวิธีควบคุมน้ำหนัก ดูแลสุขภาพ

"โรคอ้วน" ทำให้เกิดความเสี่ยงมะเร็ง 13 ชนิด และมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ OB-GYN ที่มีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งมดลูก การลดน้ำหนัก 10% ขึ้นไป ส่งผลดีต่อภาวะเจริญพันธุ์มากกว่าการลดน้ำหนักที่น้อยกว่า 10%

"โรคอ้วน" (Obesity) ในผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคต่างๆ มากมาย ซึ่งทุกปีผู้หญิงที่มี ภาวะโรคอ้วน จะเพิ่มมากขึ้น และถ้าคํานวณทางสถิติ หากใช้ข้อมูลจากปี 2020 มาคาดการณ์ จะพบว่าในปี 2030 จำนวนผู้หญิงที่มีภาวะโรคอ้วนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่จะพบ 1 ใน 5 ของผู้หญิง และในปี 2030 ผู้ป่วยโรคอ้วนทั่วโลกที่เป็นผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นจาก 658 ล้านคน เป็น 882 ล้านคน ถือว่าเป็นภาระค่อนข้างมาก

หลายคนทราบดีว่า "โรคอ้วน" เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างปริมาณแคลอรีที่รับเข้าไปกับปริมาณแคลอรีที่เผาผลาญออกไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่มีผลต่อการควบคุมน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม หรือการใช้ชีวิตที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน 

โดยโรคอ้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพสตรีในหลากหลายด้าน ตั้งแต่ปัญหาการเจริญพันธุ์ ภาวะการมีบุตรยาก (Infertility) โรคถุงน้ำในรังไข่ (PCOS) ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ (Pregnancy Complications) วัยหมดประจำเดือน (Menopause) และปัญหาประจำเดือนไม่ปกติ (Menstrual Irregularities) ไปจนถึงมะเร็งที่เกี่ยวกับสูตินรีเวช เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

ความแตกต่างโรคอ้วนผู้หญิงและผู้ชาย

พญ.สุขุมาลย์ สว่างวารี สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลเจ้าพระยา อธิบายถึง "Obesity Burden in Women" หรือ "ภาวะของโรคอ้วนในสตรี" ว่า ทุกปี โรคอ้วน (Obesity) ในกลุ่มผู้หญิงจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งความแตกต่างระหว่างผู้หญิงและผู้ชายในโรคอ้วนนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างในการกระจายตัวของไขมัน การสะสมไขมัน และการที่กรดไขมันถูกนำไปใช้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยข้อมูลพื้นฐานพบว่า ผู้หญิงเรื่องของ Fat Percentage (การวัดหาค่า %ไขมัน) และ Fat Distribution (การตรวจเช็กไขมันส่วนเกิน) การสะสมของ fat การเก็บ bound fat ไปในส่วนต่างๆ ของร่างกายระหว่างผู้หญิงกับคุณผู้ชายแตกต่างกัน

"ที่สำคัญผู้หญิงจะมีเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) หรือการรับยาคุมกำเนิด โปรเจสติน (Progestine) ซึ่งต่างส่งผลต่อเมตาบอลิซึมของความอ้วน และผลต่อการที่ผู้หญิงมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่กระทั่งฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ที่มีแค่เพียงน้อยนิดในคุณผู้หญิง แต่ในบางกลุ่มจะมีภาวะไฮเปอร์แอนโดรเจนที่ทำให้ปริมาณของเทสโทสเตอโรนเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลให้ผู้หญิงมีภาวะโรคอ้วนได้" พญ.สุขุมาลย์ กล่าว

\'ผู้หญิงอ้วน\' เสี่ยงโรคทางสูตินรีเวช เช็กวิธีควบคุมน้ำหนัก ดูแลสุขภาพ

โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง 13 ชนิด

พญ.สุขุมาลย์ กล่าวต่อไปว่า ภาวะโรคอ้วน เกี่ยวกับช่วงชีวิตของผู้หญิงตั้งแต่เกิดไปจนถึงภาวะวัยทอง โดยในแต่ละช่วงวัยจะสัมพันธ์กับ โรคอ้วน แตกต่างกันออกไป โดยกลุ่มของเด็กอาจจะมีปัญหาเรื่องการเข้าสู่วัยสาวก่อนวัย (Early Puberty) ซึ่งถือเป็นความผิดปกติ รวมถึงความยืดหยุ่นทางจิตใจ อาทิ บางคนโดนเพื่อนล้อ เพื่อนบูลลี่ในห้องเรียน เป็นต้น

ขณะที่ช่วงวัยเจริญพันธุ์ หรือวัยกลางคน หากมีภาวะโรคอ้วนจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะประจำเดือนไม่ปกติ (Abnormal Menstruation) ภาวะที่เกี่ยวกับรังไข่ (Ovary Related) หรือมีอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), โรคแทรกในระยะใกล้คลอด (Obstetrics Complication), การแท้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Inevitable Abortion) และภาวะแทรกซ้อนทางจิตใจ (Psychological Complication) ส่วนวัยหมดประจำเดือน เมื่อเป็นภาวะโรคอ้วนจะสัมพันธ์กับภาวะวัยทอง, ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary Incontinence), มดลูกหย่อน (Uterine Prolapse) ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรครุนแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ระบุว่า โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งถึง 13 ชนิด อาทิ มะเร็งมดลูก 7 เท่า, มะเร็งหลอดอาหาร 4.8 เท่า, มะเร็งตับ 2 เท่า และมะเร็งลำไส้ 1.3 เท่า เป็นต้น โดย 3.9% หรือ 544,300 รายของผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกเกิดจากความอ้วน แบ่งเป็น เพศหญิง 368,500 ราย เพศชาย 175,800 ราย และความอ้วนยังเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น 17% รวมถึงโอกาสที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ สูงขึ้น 13% โดยในส่วนของมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ OB-GYN ที่มีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งมดลูก

กลไกโรคอ้วนที่ส่งผลต่อโรคต่างๆ ในสตรี

พญ.สุขุมาลย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า กลไกที่โรคอ้วนส่งผลต่อการเกิดโรคต่างๆ ในสตรีนั้นมีความซับซ้อนมาก เช่น ภาวะประจำเดือนผิดปกติในผู้หญิงที่มีภาวะอ้วน โดยเริ่มจากการมีเนื้อเยื่อไขมัน (Adipose Tissue) มากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) ทำให้ระดับอินซูลินในร่างกายสูงขึ้นมีผลต่อการทำงานของสมองและฮอร์โมนทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ และประจำเดือนผิดปกติ โดยผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนอาจมีประจำเดือนผิดปกติ เช่น ประจำเดือนไม่มาเป็นปีๆ แม้จะอยู่ในวัยเจริญพันธุ์

"ผู้หญิงที่มีภาวะโรคอ้วน จะเป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบมากกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักปกติ และมีโอกาสที่จะเป็น PCOS สูงกว่าคนกลุ่มอื่น โดยผลกระทบจากภาวะฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิด PCOS และภาวะเจริญพันธุ์ ทำให้ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินและผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสมีบุตรยากมากกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักปกติ" พญ.สุขุมาลย์ กล่าว

นอกจากนั้น คุณแม่ที่มีภาวะอ้วนจะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ และเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อมีภาวะโรคอ้วน จะส่งผลต่อการลดลงของภาวะเจริญพันธุ์ (Fertility) เพราะไข่ไม่สมบูรณ์ เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติ การไม่ตกไข่ การทำงานของรังไข่ผิดปกติ และการฝังตัวของตัวอ่อนล้มเหลว

ปัจจัยเสี่ยงโรคอ้วนต่อวัยหมดประจำเดือน

พญ.สุขุมาลย์ กล่าวด้วยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโรคอ้วนกับการทำหมันของผู้หญิง ซึ่งมีหลักฐานว่าผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการทำหมันหญิงมากกว่าผู้หญิงที่น้ำหนักปกติ เช่นเดียวกับการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนช้ากว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักปกติ ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นข้อดี แต่จริงๆ แล้วจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสูงขึ้น

"ปัจจัยเสี่ยงของโรคอ้วนต่อวัยหมดประจำเดือนเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงานที่ลดลง และการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน อีกทั้ง ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและมีรายได้ดี มักทานอาหารที่มีแคลอรี่สูง ทำให้มีโอกาสน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนมากขึ้น" พญ.สุขุมาลย์ กล่าว

นอกจากนั้น ข้อจำกัดในการใช้ยาคุมกำเนิดทั้งชนิดรับประทาน (OC) และชนิดฉีด (DMPA) ในผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกิน โดยอ้างอิงจากหลักฐานทางวิชาการ พบว่า หากน้ำหนักเกิน 70.5 กิโลกรัม จะไม่แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (VTE) เพิ่มขึ้นส่วนกลุ่มที่มีน้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัม จะไม่แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด เนื่องจากประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะลดลง แต่ในบางกรณี อาจมีการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฉีดในการรักษาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ 

วิธีควบคุมน้ำหนัก เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

พญ.สุขุมาลย์ กล่าวด้วยว่า การ ลดน้ำหนัก ในผู้หญิงที่มีภาวะโรคอ้วนสามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคต่างๆ ลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน และปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ โดยในทางสูตินรีเวช การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ป้องกัน PCOS และเพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้

ปัจจุบันพบว่า โรคอ้วน ส่งผลต่อการเกิดมะเร็งผ่านหลายกลไกในร่างกาย เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน การทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และฮอร์โมน ดังนั้น การจัดการโรคอ้วนในผู้หญิง จำเป็นต้องมีการลดน้ำหนักเพื่อช่วยบรรเทาอาการของโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต รวมทั้งช่วยลดระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ป้องกัน PCOS เพิ่มภาวะเจริญพันธุ์ ปรับปรุงการผ่าตัด กลั้นปัสสาวะ และลดความเสี่ยงต่อมะเร็งทางนรีเวช

"แนวทางการรักษาโรคอ้วนในสตรีมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้ยา ไปจนถึงการผ่าตัด Bariatric Surgery ซึ่งการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับดัชนีมวลกาย (BMI) และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ของผู้ป่วยแต่ละราย และจากการศึกษาพบว่าการลดน้ำหนัก 10% ขึ้นไป ส่งผลดีต่อภาวะเจริญพันธุ์มากกว่าการลดน้ำหนักที่น้อยกว่า 10% ดังนั้น วิธีการควบคุมน้ำหนักแพทย์จะให้คำปรึกษา เพื่อแนะนำให้ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (BMI) เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์" พญ.สุขุมาลย์ กล่าวทิ้งท้าย  

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางการรักษาตามแนวทางเวชปฏิบัตินั้น หากผู้หญิงมีน้ำหนักเกิน (Overweight) หรือเป็นโรคอ้วน (Obesity) และมีปัญหามีบุตรยาก แพทย์จะแนะนำให้ลดน้ำหนักด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle Modification) และใช้ยาตามข้อบ่งชี้

  • หาก BMI เกิน 30 หรือ 27 และมีโรคร่วม สามารถใช้ยาได้
  • หาก BMI เกิน 40 หรือ 38 และมีโรคร่วม จะแนะนำให้ผ่าตัด Bariatric Surgery
  • หากแนะนำให้ผ่าตัด Bariatric Surgery ต้องคุมกำเนิดอย่างน้อย 12-18 เดือน เพราะการผ่าตัดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักและระบบเผาผลาญมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์
  • แนวทางการรักษาโรคอ้วนในสตรีมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้ยา ไปจนถึงการผ่าตัด Bariatric Surgery การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับดัชนีมวลกาย (BMI) และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ของผู้ป่วยแต่ละราย

อ้างอิง : โรงพยาบาลเจ้าพระยา