‘PM 2.5’ บุกทั่วโลก มีแค่ 7 เมืองที่อากาศดี ‘ไทย’ ท็อป 5 อากาศแย่สุดใน ‘อาเซียน’

IQAir บริษัทติดตามคุณภาพอากาศทั่วโลก รายงานสภาพอากาศประจำปี 2023 พบว่า 100 เมืองที่มีอากาศแย่ที่สุด อยู่ในเอเชียไปแล้ว 99 เมือง และมีถึง 83 เมือง อยู่ใน “อินเดีย” ส่วนเมืองที่อากาศแย่ที่สุดในไทยคือ อ.พาน จ.เชียงราย ติดอันดับ 115
KEY
POINTS
- รายงานสภาพอากาศประจำปี 2023 ของ IQAir พบว่า “เบกูซาไร” ของ “อินเดีย” ครองตำแหน่งเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก ด้วยความเข้มข้นของ PM2.5 มากกว่าเกณฑ์ของ WHO ถึง 23 เท่า ขณะที่ “
IQAir บริษัทติดตามคุณภาพอากาศทั่วโลก รายงานสภาพอากาศประจำปี 2023 พบว่า 100 เมืองที่มีอากาศแย่ที่สุด อยู่ในเอเชียไปแล้ว 99 เมือง และมีถึง 83 เมือง อยู่ใน “อินเดีย” โดยมี “PM2.5” เกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO มากกว่า 10 เท่า ส่วนเมืองที่อากาศแย่ที่สุดในไทย คือ อ.พาน จ.เชียงราย ติดอันดับ 115
ทั้งนี้วิกฤติสภาพภูมิอากาศมีบทบาทสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศไม่ดี เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก
“เอเชียใต้” อ่วม อากาศเป็นพิษที่สุดในโลก
การศึกษานี้เก็บข้อมูลเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 ซึ่งเป็นมลพิษที่มีขนาดเล็กที่สุด มีขนาดเพียง 2.5 ไมครอน หรือ 1 ใน 30 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมเส้นเดียว แต่ก็เป็นอันตรายมากที่สุด โดยทำการเก็บข้อมูล 7,812 เมือง ครอบคลุม 134 ประเทศ ภูมิภาค และเขตแดน พบว่า มีเมืองเพียง 9% ที่มีคุณภาพอากาศตรงตามมาตรฐานของ WHO ที่ระบุว่าระดับ PM2.5 เฉลี่ยต่อปีไม่ควรเกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
“เบกูซาไร” เมืองที่มีประชากรราว 500,000 คน ตั้งอยู่ในรัฐพิหารทางตอนเหนือของอินเดีย ครองตำแหน่งเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกเมื่อปี 2023 มีความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 118.9 ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ของ WHO ถึง 23 เท่า
โดยอันดับที่ 2-4 ก็ยังคงเป็นเมืองในอินเดีย ได้แก่ อันดับที่ 2 คือ เมืองกูวาฮาติ ในรัฐอัสสัม ส่วนอันดับ 3 เมืองเดลี และอันดับที่ 4 เมืองมุลลันปูร์ ในรัฐปัญจาบ
รายงานระบุว่า ประชากรอินเดียจำนวน 1,300 ล้านคน หรือคิดเป็น 96% ของประเทศ ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มี ค่า PM2.5 สูงกว่ากำหนดถึง 7 เท่า
10 อันดับประเทศที่มีค่า PM2.5 สูงที่สุดในปี 2023 จะพบว่า
1. “บังกลาเทศ” กลายเป็น ประเทศที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก ด้วยค่า PM2.5 ที่สูงถึง 79.9 ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ของ WHO ถึง 16 เท่า
- ปากีสถาน (73.7)
- อินเดีย (54.4)
- ทาจิกิสถาน (49)
- บูร์กินาฟาโซ (46.6)
- อิรัก (43.8)
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (43)
- เนปาล (42.4)
- อียิปต์ (42.4)
- ดีอาร์ คองโก (40.8)
จะเห็นได้ว่าประเทศทั้งหมดอยู่ในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียกลาง และแอฟริกา แต่ที่น่ากังวลมากที่สุดคือ “เอเชียใต้” เพราะมีถึง 29 เมืองของอินเดีย ปากีสถาน หรือบังกลาเทศ ติด 30 อันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุด
“เราเห็นแล้วว่ามลพิษทางอากาศมีผลกระทบในทุกส่วนของชีวิต และสภาพอากาศที่ย่ำแย่สามารถคร่าชีวิตคนได้ในเวลา 3-6 ปี สร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ประชาชน” แฟรงค์ แฮมเมส ซีอีโอของ IQAir Global กล่าว
ฝุ่นละอองขนาดเล็กมีแหล่งที่มาหลากหลาย ทั้ง การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ พายุฝุ่น การเผาขยะและไฟป่า เมื่อสูดดม PM2.5 เข้าไปในร่างกาย ฝุ่นจิ๋ว นี้สามารถเข้าไปในเนื้อเยื่อปอด และเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า PM2.5 ทำให้เป็นโรคหอบหืด โรคหัวใจและปอด มะเร็ง และโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ รวมถึงความบกพร่องทางสติปัญญาในเด็ก
มลพิษทางอากาศ คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปประมาณ 7 ล้านคนต่อปี ซึ่งมากกว่าโรคเอดส์และมาลาเรียรวมกัน ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศยากจนที่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงสกปรก (dirty fuels) ในการให้ความร้อน ปรุงอาหารและให้ความสว่างภายในครอบครัว ซึ่งจะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศภายในที่อยู่อาศัยด้วย
แฮมเมสกล่าวว่าระดับมลพิษจะไม่ดีขึ้นถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการเกษตร
“ไทย” ติดอันดับ “ท็อป 5” อากาศแย่ของ “อาเซียน”
IQAir พบว่า คุณภาพอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2023 แย่กว่า 2022 โดยมีปริมาณฝุ่นพิษ PM2.5 เพิ่มขึ้นกว่า 20% และใน 5 พื้นที่ที่คุณภาพอากาศแย่ มีปริมาณฝุ่นพิษ PM2.5 มากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งในปี 2022 ไม่มีพื้นที่ไหนที่มีค่าเฉลี่ยรายปีสูงเกินนี้
“ประเทศไทย” มีคุณภาพอากาศแย่เป็นอันดับที่ 36 ของโลก และอันดับที่ 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีปริมาณฝุ่นพิษ PM2.5 เฉลี่ยรายปีที่ 23.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยสูงกว่าค่าแนะนำคุณภาพอากาศของ WHO ถึง 4.7 เท่า ซึ่งเพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปี 2022
ขณะที่ อ.พาน ใน จ.เชียงราย และ อ. ปาย ของ จ.แม่ฮ่องสอน ถูกจัดอยู่ใน 5 อันดับแรกของพื้นที่ที่มีฝุ่นพิษ PM2.5 แย่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 18.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2023 เป็นช่วงที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุด ในจังหวัดเชียงใหม่มีค่าเฉลี่ยฝุ่นพิษ PM2.5 รายเดือนเพิ่มจาก 53.4 เป็น 106.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 150% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายเดือนของช่วงเวลาเดียวกันในปี 2022
ส่วนกรุงเทพฯ ขึ้นแท่นเป็นเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่เป็นอันดับที่ 37 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดของโลก มีปริมาณฝุ่นพิษ PM2.5 เฉลี่ยรายปี 21.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ข้อมูลจากรายงานของกรีนพีซ ประเทศไทยเผยว่าการขยายตัวของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คือตัวการสำคัญในการขยายการลงทุนข้ามแดนและพื้นที่เพาะปลูกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ท้ายที่สุดก็ก่อฝุ่นพิษข้ามแดนกลับมายังไทย รัฐควรเร่งกำหนดให้พ.ร.บ.อากาศสะอาดมีระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานและบังคับใช้กฎหมายที่สามารถเอาผิดอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ที่เชื่อมโยงกับฝุ่นพิษข้ามพรมแดนและการทำลายป่า เพราะนี่คือวิกฤตเร่งด่วนที่รัฐต้องให้ความสำคัญต่อสุขภาพของประชาชน มากกว่าผลกำไรของบริษัทอุตสาหกรรม”
มีเพียง 7 เมืองที่อากาศบริสุทธิ์
จาก 134 ประเทศและภูมิภาคที่สำรวจในรายงาน มีเพียง 7 เมืองเท่านั้นที่มีอากาศสะอาด ค่า PM 2.5 อยู่ในเกณฑ์ที่ WHO กำหนด
1. เมืองซานฮวน ในเปอร์โตริโก (2.7) เป็นเมืองที่มีอากาศดีที่สุดในโลก
- กรุงเวลลิงตัน เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ (3.1)
- กรุงแคนเบอร์รา ออสเตรเลีย (3.8)
- กรุงเรคยาวิก เมืองหลวงประเทศไอซ์แลนด์ (3.9)
- เมืองแฮมิลตัน เมืองหลวงของดินแดนเบอร์มิวดา (4.1)
- กรุงทาลลินน์ เอสโตเนีย (4.6)
- กรุงเฮลซิงกิ ของฟินแลนด์
โดยทั่วไปแล้วอากาศของโลกจะสะอาดกว่าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามาก แต่ก็ยังมีสถานที่หลายแห่งที่ระดับมลพิษเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังได้รับผลกระทบนี้ อย่างเช่น ทวีปอเมริกาเหนือได้รับผลกระทบอย่างหนักจากไฟป่าในแคนาดาช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคมปีที่แล้ว รายงานพบว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนของมลพิษทางอากาศในเดือนพฤษภาคมของรัฐอัลเบอร์ตา แคนาดาสูงกว่าปี 2022 ถึง 9 เท่า ทำให้ปี 2023 เป็นครั้งแรกที่แคนาดามีระดับมลพิษสูงกว่าสหรัฐ
ขณะเดียวกัน ไฟป่า ยังส่งผลกระทบต่อเมืองต่าง ๆ ของสหรัฐ ทั้งมินนีแอโพลิส และดีทรอยต์ ด้วยเช่นกัน โดยมีมลพิษเฉลี่ยต่อปีเพิ่มขึ้น 30% ถึง 50% ตามลำดับ แต่เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในสหรัฐประจำปี 2023 คือเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ ซึ่งครองตำแหน่งต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกัน
แฮมเมสกล่าวว่า “มลพิษข้ามพรมแดน” เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของโลก เพราะ ควันพิษสามารถแพร่กระจายจากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศอื่น ๆ ได้ และอาจส่งผลให้ประเทศปลายทางมีคุณภาพอากาศที่แย่ลง
อย่างเช่นเมืองในสหรัฐที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าในแคนาดา ขณะที่ทางเหนือของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเกิดจุดความร้อนในพม่า ส่วนเกาหลีใต้ต้องรับมือมลพิษ PM2.5 จากลมที่พัดเอาควันไฟโรงไฟฟ้าถ่านหินทางตอนเหนือของจีนเข้าประเทศ ในขณะเดียวกัน หลายประเทศในทะเลแคริบเบียนมีอากาศที่ดี เพราะลมได้พัดพามลพิษทางอากาศออกไป
แม้ว่าส่วนใหญ่ของโลกจะมีมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีบางพื้นที่ในโลกที่มีคุณภาพอากาศดีขึ้น ตัวอย่างเช่น จีนที่แม้ในปีที่แล้วภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ยังสามารถจัดการกับ PM2.5 ได้ดีพอสมควร ทำให้ระดับฝุ่นเพิ่มขึ้นเพียง 6.5% ส่วนชิลีที่มีไฟป่าครั้งใหญ่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 แต่รายงานมลพิษ PM2.5 ลดลง 15% จากปี 2022 เช่นเดียวกับความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ยต่อปีของแอฟริกาใต้ก็ลดลงในจำนวนที่ใกล้เคียงกันกับชิลี
จากข้อมูลรายงาน คุณภาพอากาศโลกปี 2566 แสดงให้เห็นว่าทุกประเทศจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษที่ต้นเหตุของแหล่งกำเนิด PM 2.5 อย่างจริงจัง โดยต้องกำหนดนโยบาย งบประมาณ และยกระดับให้เป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเหนือกลุ่มทุนอุตสาหกรรม เพราะการเข้าถึงอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนบนโลกใบนี้
ที่มา: Bloomberg, CNN, The Guardian