SCC แรงขายกระหน่ำ ปี 65 ต้นทุนสูง - กำไรลด - ปรับราคา
ปี 2565 เป็นการฟื้นตัวของภาคธุรกิจหลายอุตสาหกรรม แต่คงใช้ไม่ได้สำหรับธุรกิจปูนซีเมนต์ – ปิโตรเคมี และกระดาษ ยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้นไทย บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC หลังเจอแรงเทขายมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่เข้าสู่ขาขึ้นชัดเจน
ราคาหุ้น SCC ปรับตัวลดลงช่วงสถานการณ์โควิด-19 เหมือนกับหุ้นอื่นในตลาดหุ้น สิ้นปี 2563 ราคาลงปิดที่ 378 บาท และปี 2564 ราคาปิดที่ 386 บาท และปี 2565 ( 9 เดือนแรก)ราคาหุ้นไปทำราคาสูงสุด 399 บาท (17 ก.พ.) หลังจากนั้นราคากลับเป็นเทรนด์ไซด์เวย์ และซึมลงต่อเนื่องมาทำราคาต่ำสุดที่ 336 บาท (20 ก.ย.) จนทำให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาลดลงมาถึง 15% กลายเป็นหุ้นที่ "ฟื้นและฟุบ" ต่อ
ด้วยธุรกิจที่อิงกับอุตสาหกรรมหนัก และเป็นสินค้าคอมมูนิตี้ที่มีความผันผวนทำให้ต้องพึ่งพิงเศรษฐกิจที่เติบโตดีหรือมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน แต่หลังจากโควิดที่รับผลกระทบกันถ้วนหน้ากลับเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันจากเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานทยอยปรับขึ้นไปสู่จุดพีค
นอกจากราคาน้ำมัน ตามมาด้วยราคาถ่านหิน ราคาก๊าซธรรมชาติ ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตทยอยขึ้นตามปัญหาซัพพลายขาดแคลนซึ่งล้วนแต่เป็นต้นทุนให้กับ 3 กลุ่มธุรกิจใหญ่ของ SCC แทบทั้งสิ้น ขณะที่ยอดการขายพึ่งจะกลับมาฟื้นตัวทำให้ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ และยุโรป
รอบครึ่งปีแรก 2565 ทาง SCC รายงานรายได้ 305,028 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไร 18,781 ล้านบาท ลดลง 41% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เมื่อแบ่งตามกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีความต้องการซื้อหดตัวทั้งกระเบื้องหลังคา - ฝาฝ้า ยิ่งตลาดในประเทศปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าบางสินค้าอย่างซีเมนต์จะดีขึ้นแต่เจอต้นทุนพลังงานทำให้กำไรในกลุ่มธุรกิจลดลง
ธุรกิจเคมิคอลส์ เจอปัญหารัสเซีย – ยูเครนโดยตรง กดดันราคาต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น และอุปสงค์จากชะลอตัว ทำให้ในบางช่วงรับรู้ขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น
หุ้น SCC ปรับมุมมองลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) การฟื้นตัวของธุรกิจปิโตรเคมีจะใช้เวลานานกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดย 3QTD HDPE Spread และ PP Spread เฉลี่ยอยู่ที่ 395 ตันต่อดอลลาร์ (-15% QoQ, -14% YoY) และ 367 ตันต่อดอลลาร์ (-23% QoQ, -36% YoY) ตามลำดับ
ถือว่าอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงต้นทุนการผลิต กดดันจากนโยบาย Zero-Covid ของจีนที่ยืดเยื้อทำให้ความต้องการใช้ปิโตรเคมีครึ่งปีหลังยังอ่อนแอ (ความต้องการจากจีนคิดเป็นราว 30% ของทั้งโลก), ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกซบเซาจากนโยบายการเงินตึงตัวเพื่อสกัดปัญหาเงินเฟ้อ, สหรัฐ – จีนยังไม่มีท่าทีผ่อนปรนนโยบายกำแพงภาษี และกำลังผลิตใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก
มองข้ามไปยังปี 2566 แม้สถานการณ์จะดีขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการ ควบคุมของจีน (คาดมีสัญญาณดีขึ้นหลังการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์16 ต.ค.) แต่จะฟื้นตัวเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปเพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการเปิดใช้งานโรงงานใหม่ ที่ถูกเลื่อนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้การ COD ของโครงการ LSP จะยังไม่สามารถผลักดันกำไรปี 2566 ได้มากนัก
ดังนั้นปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2566 ที่ 400.00 บาท อ้างอิง PBV ที่ 1.2 เท่า (เดิม 1.5 เท่า) ให้ ส่วนลดจากค่าเฉลี่ย 5 ปี -2.5 SD สะท้อน ROE ปี 2565 – 2566 ที่อยู่ระดับต่ำ 8-9% เทียบกับค่าเฉลี่ยระดับ 14% ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง ราคาเหมาะสมใหม่อิง EV/EBITDA และ PER ที่ 10.0 เท่า และ 13.7 เท่า ตามลำดับ ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต และเมื่อเทียบกับการเติบโตปี 2566 ที่ 15% ถือว่ามีความสมเหตุสมผล
ประเมินว่าหุ้นมี Valuation ระดับต่ำแล้ว เพราะปัจจุบันซื้อ ขายบน PBV ที่ 1.1 เท่า ใกล้เคียงช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 และช่วงการแพร่ระบาดรอบแรกปี 2563 อย่างไรก็ตาม ปรับลดคำแนะนำลงเป็น TRADING (จาก “ซื้อ”) เนื่องจากมองว่าระยะสั้นหุ้นยังไม่มี Catalyst บวก
โดยคาด 1 เดือนข้างหน้าหุ้นอาจถูกกดดันจากการปรับลดประมาณการของตลาด (คาดการณ์กำไรปี 2565 – 2566 ต่ำกว่า IAA Consensus 13-18%) รวมทั้งอาจมีSentiment ลบจากความไม่แน่นอนของกระบวนการ Spin-off SCGC เนื่องจากสภาพตลาดปิโตรเคมีปี 2566 ที่ยังไม่โดดเด่น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์