ยูนิเซฟชี้เด็กไทย13.6ล้านคน เผชิญความเสี่ยงจากฝุ่นPM2.5

ยูนิเซฟมีความกังวลอย่างยิ่งต่อระดับค่าฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กประมาณ 13.6 ล้านคนทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- ปี 2564 มีเด็กอาย
ยูนิเซฟ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อระดับ ค่าฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กประมาณ 13.6 ล้านคนทั่วประเทศ สถานการณ์ที่น่าห่วงนี้ต้องการการดำเนินการเร่งด่วนและจริงจังเพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของเด็ก
จากรายงาน Over the Tipping Point reportของ ยูนิเซฟ ในปี 2566 พบว่า จำนวนเด็กในประเทศไทยที่เผชิญความเสี่ยงสูงจาก ฝุ่น PM2.5 นั้นมีมากกว่าจำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางสภาพอากาศอื่น ๆ เช่น น้ำท่วม คลื่นความร้อน และภัยแล้ง
“เราต้องการความมุ่งมั่น ความร่วมมือ และการดำเนินการที่เด็ดขาดจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อจัดการกับสาเหตุของมลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง”คยองซอน คิม ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว “นี่เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เด็กทุกคนได้เติบโตในโลกที่ปลอดภัย สะอาด และยั่งยืน”
ในประเทศไทย ระดับฝุ่น PM2.5 ที่เป็นอันตรายในช่วงนี้ ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น เพื่อที่เด็ก ๆ จะได้ไม่ต้องเสียวันเรียนไปโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งนี้ยูนิเซฟกำลังจัดทำการศึกษาวิจัยโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนทั่วประเทศ โดยเน้นการปรับปรุงอาคารและห้องเรียนให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติทางสภาพอากาศ รวมถึงฝุ่นPM2.5 ได้ดียิ่งขึ้นงานวิจัยนี้ซึ่งคาดว่าจะเผยแพร่ในปีนี้ จะเป็นข้อมูลสำคัญในการผลักดันการดำเนินการของรัฐบาลและระดมทรัพยากรเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ฝุ่นPM2.5 กระตุ้นภูมิแพ้ รบกวนร่างกาย ใช้ชีวิตต้องระวัง!!
ใส่แมสก์ด่วน ฝุ่นแรงกว่าเดิม ค่าฝุ่นวันนี้ PM 2.5 กทม. อากาศไม่ดี หายใจลำบาก
อายุต่ำกว่า 5 ปีเป็นกลุ่มที่เปราะบาง
เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ โดย ฝุ่น PM 2.5 สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และส่งผลต่อเนื่องในระยะยาว เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำ และปัญหาการพัฒนาสมอง นอกจากนี้ เด็กยังหายใจรับอากาศมากกว่าผู้ใหญ่เมื่อเทียบปริมาณต่อน้ำหนักตัว และดูดซับมลพิษมากกว่าผู้ใหญ่ ในขณะที่ปอด ร่างกาย และสมองยังคงเจริญเติบโตไม่เต็มที่
PM2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ซึ่งเล็กพอที่จะเข้าสู่ปอดลึกและกระแสเลือด อนุภาคเหล่านี้สามารถทำลายระบบอวัยวะหลายส่วน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก การสัมผัสฝุ่นPM2.5ในระยะยาวยังเชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อในผู้ใหญ่ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และมะเร็งปอด
จากรายงานสภาวะอากาศโลก(the State of Global Air) ฉบับที่ 5 ซึ่งเผยแพร่โดยHealth Effects Instituteและ ยูนิเซฟ ชี้ว่าในปี 2564 มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ราว 700,000 คนทั่วโลก หรือคิดเป็นวันละเกือบ 2,000 คน ต้องเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองของการเสียชีวิตของเด็กกลุ่มอายุนี้ทั่วโลก รองจากภาวะทุพโภชนาการ รายงานยังระบุด้วยว่าฝุ่น PM2.5 เป็นตัวบ่งชี้ที่แม่นยำและชัดเจนที่สุดในการคาดการณ์ปัญหาสุขภาพของประชากรทั่วโลกในอนาคต
เด็กกลุ่มเปราะบางที่สุด คือกลุ่มที่ต้องรับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศมากที่สุด เพราะพวกเขามีทางเลือกน้อยกว่าที่จะปกป้องตัวเองจากวฝุ่น PM2.5 ข้อมูลทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า เด็กในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางได้รับผลกระทบมากกาประเทศที่มีรายได้สูง โดยมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าอย่างชัดเจน
ผู้นำทั่วโลกและภาคเอกชนปกป้องฝุ่นPM2.5 แก่เด็ก ๆ
ยูนิเซฟ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและภาคเอกชนเร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ เพื่อลดมลพิษทางอากาศและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเน้นย้ำว่าการตัดสินใจที่กล้าหาญและมองการณ์ไกลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาระยะยาวแทนการใช้มาตรการระยะสั้น
ทั้งนี้ ยูนิเซฟได้เผยแพร่รายงาน State of the World’s Children ซึ่งชี้ว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศจะขยายวงกว้างมากขึ้นในช่วงปี 2593 – 2602 โดยจะมีเด็กที่ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า และเผชิญกับน้ำท่วมรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษ 2543 – 2552
ยูนิเซฟ เรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกและภาคเอกชนดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องเด็ก ๆ จากผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย: ผลักดันให้เกิดแผนระดับชาติ รวมถึงการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือNationally Determined Contributionsและแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ หรือNational Adaptation Plans เสริมสร้างบริการทางสังคมที่สำคัญต่อเด็ก เช่น การศึกษา ให้มีความสอดคล้องกับสภาพอากาศและสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้
และรักษาคำมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อป้องกันผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลงทุนในสถานศึกษาที่ทนทานต่อภัยพิบัติและสภาพอากาศ เพื่อการเรียนรู้ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นเร่งจัดหาเงินทุน เพื่อพัฒนาความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศในภาคการศึกษา รวมถึงลงทุนในวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้วบูรณาการการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคำมั่นที่ตอบสนองความต้องการของเด็กในทุกภาคส่วน
วอนรัฐทำระบบแจ้งเตือนฝุ่น PM2.5
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์วิกฤตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ที่มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) ต่อเนื่องหลายวัน จนหลายฝ่ายต่างกำลังหาแนวทาง เร่งระดมมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือให้ทำงานที่บ้าน (Work From Home) การใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ ฯลฯ
“จากข้อมูลสถิติตั้งแต่ปี 2563-2566 พบว่ามีผู้ป่วยในกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศเพิ่มมากขึ้นในอัตราก้าวหน้าทุกๆ ปี และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 (ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน) ได้รับการยืนยันว่าเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอด งานวิจัยพบว่า PM2.5 กระตุ้นการเกิดความเครียดออกซิเดชันและการอักเสบ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม การสัมผัส PM2.5 ในระยะสั้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากมะเร็งชนิดต่าง ๆ เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยเพิ่มอัตราการเสียชีวิตถึง 4%"
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในปี 2566 มีผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศจำนวน 16,123 คน เพิ่มขึ้นจาก 14,283 คนในปี 2565 และ 11,881 คนในปี 2564 โรคมะเร็งปอดเป็นหนึ่งในโรคที่มีความสัมพันธ์กับการสัมผัส PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศ ข้อมูลระหว่างปี 2559-2561 พบว่า ภาคเหนือมีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งปอดสูงที่สุด โดยในเพศชายพบอัตรา 33.1 ต่อแสนประชากร และในเพศหญิง 19.9 ต่อแสนประชากร ขณะที่ภาคอีสานมีอัตราต่ำสุด คือ เพศชาย 16.9 และเพศหญิง 8.4 ต่อแสนประชากร
ล่าสุดในเวทีการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA FORUM) ประจำปี 2567 ที่ สช. และหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้นใน จ.เชียงใหม่ เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการพัฒนาระบบการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ตลอดจนส่งเสริมความรอบรู้ด้านการป้องกันผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ และที่สำคัญต้องปรับปรุงระบบสวัสดิการสุขภาพในการตรวจคัดกรองโรคให้กับประชาชน ส่วนในระยะเร่งด่วนก่อนถึงฤดูฝุ่น ได้เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนาระบบฐานข้อมูลคุณภาพอากาศของประเทศ ให้เกิดความสมบูรณ์และนำไปสู่การจัดทำแผนการแก้ปัญหา
เรียกร้องให้บริษัทเอกชนด้านเกษตรและอาหารแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาฝุ่น PM2.5 ปฏิเสธไม่รับซื้อผลผลิตที่มีการเผาในกระบวนการ ขณะเดียวกันเสนอให้“ประชาชน ชุมชน” ควรยุติการใช้ไฟเพื่อเตรียมการเพาะปลูก การใช้ไฟเพื่อเก็บหาของป่า และการใช้ไฟเพื่อล่าสัตว์ในช่วงที่สถานการณ์คุณภาพอากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพ รวมทั้งเรียกร้องให้มีประกาศใช้ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ได้ทันปี 2568