แก้หนี้ครัวเรือนอย่างไรให้ "ถูกต้อง"

สัปดาห์ที่แล้ว หลายรายการขอสัมภาษณ์ผมจากที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนโดยซื้อหนี้ประชาชนจากธนาคาร ซึ่งเป็นข่าวดังไปทั่วโลก
เพราะเป็นการเอาเงินภาษีของประชาชนไปรับภาระหนี้แทนคนกลุ่มหนึ่งที่มีหนี้เสีย ซึ่งไม่มีใครทํากัน ทุกคนจึงอยากรู้ว่ารัฐบาลจะทําเรื่องนี้จริงหรือและจะทําอย่างไร แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียด
วันนี้จึงอยากให้ความเห็นเรื่องนี้ว่าการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างถูกต้องควรเป็นอย่างไร โดยเฉพาะบทบาทรัฐบาล นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
“หนี้ครัวเรือน” เป็นปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทย ล่าสุด ณ ไตรมาสสามปีที่แล้ว หนี้ครัวเรือนมีสัดส่วนร้อยละ 89 ของรายได้ประชาชาติ สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกและสูงกว่าระดับเฉลี่ยของโลกเป็นสองเท่า ซึ่งถ้าไม่แก้ไข ปัญหาก็อาจลุกลามเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ
ความห่วงใยและความต้องการที่จะแก้ปัญหาจึงเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรทําอย่างถูกต้องเพื่อไม่สร้างปัญหาอื่นๆ ให้กับประเทศตามมา รวมถึงเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายคือผู้กู้ เจ้าหนี้ และสังคม
ในการแก้ไข สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ หนี้ครัวเรือนเป็นธุรกรรมของภาคเอกชนที่คนสองคนในภาคเอกชนกู้ยืมกัน คือธนาคารพาณิชย์กับลูกค้า รัฐไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของธุรกิจ
ดังนั้น เมื่อมีปัญหาในการชําระคืนหนี้ ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายคือธนาคารกับลูกค้าต้องตกลงกันจะหาทางออกอย่างไร
ซึ่งในประเทศเรา ระบบธนาคารมีกลไกที่จะแก้ไขปัญหาหนี้เสียเป็นปกติอยู่แล้ว คือ ประนอมหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ยืดเวลาชําระคืน ลดวงเงินที่ต้องชําระในแต่ละงวด ลดดอกเบี้ย หรือลดหนี้แล้วแต่จะตกลงกัน ทั้งหมดก็เพื่อผ่อนปรนภาระในการชําระคืนให้กับลูกหนี้
ส่วนภาคทางการก็สามารถช่วยดูแลให้กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สามารถทําได้อย่างเป็นระบบ เป็นมาตรฐาน ไม่เหลื่อมลํ้าระหว่างธนาคาร ให้ลูกหนี้มีทางเลือกมากขึ้น และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ตัวอย่างเช่น โครงการคุณสู้เราช่วย ของกระทรวงการคลังและแบงก์ชาติที่กําลังทํากันขณะนี้ที่มีการพักชําระดอกเบี้ยเป็นแรงจูงใจ ก็ได้รับความสนใจจากลูกหนี้ที่มีปัญหา แต่ถึงที่สุดถ้ายังตกลงกันไม่ได้อาจต้องฟ้องร้องกัน ศาลก็มีกระบวนการไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อยุติ
ส่วนธนาคารก็สามารถขายหนี้ที่มีปัญหาให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์หรือ AMC เพื่อนําไปดําเนินการต่อ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 80 บริษัท นี่คือโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบนิเวศของการแก้ปัญหาหนี้ภาคเอกชนที่ระบบเศรษฐกิจเรามีครบถ้วน และสําหรับหนี้ครัวเรือน
ระบบนี้ก็กำลังทํางานอยู่และมีความคืบหน้า เห็นได้จากตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ลดลงเหลือร้อยละ 89 จากอัตราส่วนร้อยละ 90 กว่าในช่วงก่อนหน้า
ดังนั้น การที่รัฐบาลจะซื้อหนี้ประชาชนจากธนาคารอย่างที่เป็นข่าว ซึ่งคงหมายถึงหนี้ครัวเรือนที่เป็นหนี้เสีย จึงเป็นข่าวใหญ่และทุกฝ่ายแสดงความห่วงใย เพราะเป็นการใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศหรือเงินที่รัฐบาลต้องกู้มา มารับภาระหนี้แทนบุคคลที่เป็นหนี้
คือเปลี่ยนหนี้ครัวเรือนของคนกลุ่มหนึ่งเป็นภาระของสังคมให้คนทั้งประเทศรับภาระหนี้แทน ซึ่งผิดหลักการและไม่มีใครทํา
หนี้เอกชนกับหนี้ภาครัฐต้องแยกกัน และการซื้อหนี้ นอกจากจะผิดหลักการ ยังทําลายวินัยการกู้ยืมในสังคม ทําให้ผู้กู้และเเบงก์ที่ปล่อยกู้จะไม่ระมัดระวังจากนี้ไป เพราะถ้าเสียหายเป็นหนี้เสียก็จะมีรัฐบาลมาช่วยซื้อหนี้
ที่สำคัญ คือ ถ้ารัฐต้องกู้เงินมาซื้อหนี้เพราะไม่มีเงิน ภาระชําระคืนเงินที่รัฐกู้มาซื้อหนี้ก็จะตกเป็นของคนรุ่นต่อไป ซึ่งไม่เป็นธรรมเลย
เพราะคนรุ่นต่อไปไม่ได้รู้เรื่องด้วย แต่ต้องมารับภาระหนี้ ที่เกิดจากความไม่ระมัดระวังของธนาคารที่ปล่อยกู้และคนรุ่นปัจจุบันที่กู้เงินมาบริโภค นี่คือประเด็นที่ผู้ทํานโยบายต้องตระหนัก อย่ามองโลกด้านเดียวจนเหมือนไม่รับผิดชอบ
มีหลายคนพูดถึงบทบาทการแก้หนี้ของรัฐบาลช่วงวิกฤติปี 2540 ว่าเป็นสิ่งที่รัฐเคยทํามาแล้ว ประเด็นนี้ต้องบอกว่าเทียบกันไม่ได้ ช่วงปี 2540 ประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่ต้นเหตุมาจากการก่อหนี้ต่างประเทศที่เกินตัวของภาคเอกชน ที่ไม่ได้นำเงินที่กู้มาไปลงทุนหาประโยชน์ได้ดีพอ
ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าภาคธุรกิจจะชําระคืนหนี้ต่างประเทศที่กู้มาได้ จึงเกิดเงินทุนไหลออกฉับพลัน เกินความสามารถที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเดิมจะรักษาความเชื่อมั่นไว้ได้
เมื่อค่าเงินบาทลอยตัว บริษัทจํานวนมากที่กู้เงินต่างประเทศก็ขาดทุน ไม่สามารถชําระหนี้กับธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ได้ ตัวเลข NPL สูงเกินครึ่งของเงินกู้ทั้งหมด กระทบฐานะและความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ
รัฐบาลจึงต้องเข้ามาแก้ปัญหาโดยย้ายหนี้เสียออกจากระบบธนาคารไปที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยเงินกู้สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่วนลูกหนี้ NPL ก็ยังมีหนี้ที่จะต้องชําระ ไม่ได้ยกหนี้ เพียงแต่เจ้าหนี้คนใหม่คือ AMC นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
สถานการณ์ประเทศเราปัจจุบันต่างจากปี 2540 เราไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ระบบธนาคารพาณิชย์เข้มแข็ง อัตราส่วนหนี้เสียมีเพียง 3-4% และหนี้เสียที่พูดถึงก็เฉพาะหนี้ครัวเรือน ไม่ใช่หนี้ทั้งระบบ
การแก้ไขปัญหาจึงต้องเข้าใจความแตกต่างนี้ เพื่อออกแบบมาตรการแก้ไขที่ตรงกับปัญหาคือ fit to purpose ไม่ใช่ลอกสิ่งที่ทําในปี 2540 มาทั้งหมด
ที่สําคัญระบบนิเวศในการแก้ไขปัญหาหนี้ของระบบการเงินเราได้พัฒนาไปมาก เรามีมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการแก้หนี้คือ AMC กว่า 80 บริษัท
นี่คือพลังที่ระบบการเงินเรามี จึงอาจไม่จำเป็นที่ต้องตั้ง AMC ใหม่เพื่อดูแลหนี้ครัวเรือน แต่ควรใชัประโยชน์และระดมความคิดเห็นผู้ที่อยู่ในธุรกิจ AMC อยู่แล้วว่า รัฐควรทําอะไรเพื่มเติมในการแก้หนี้ครัวเรือน ให้สามารถทําได้อย่างมีประสิทธิผล
ท้ายสุด ขอฝากหลักในการแก้หนี้ครัวเรือนอย่างถูกต้องและยั่งยืนไว้สามข้อ ที่อาจเป็นประโยชน์
1.สําคัญสุด รัฐบาลต้องไม่ซื้อหนี้ประชาชนจากธนาคารอย่างที่เป็นข่าวเพื่อแก้หนี้ เพราะผิดหลักการ การซื้อคือการผลักภาระให้คนทั้งประเทศรับภาระหนี้แทนคนในภาคเอกชนที่ก่อหนี้และทําเสียหาย ซึ่งไม่ถูกต้อง และจะยิ่งทําลายความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศให้ตกต่ำลงมากขึ้น
2.การแก้ไขหนี้ควรใช้กลไกตลาดและใช้ประโยชน์บริษัท AMC ที่ระบบการเงินเรามี รวมทั้งสถาบันในภาคเอกชนและภาครัฐ ให้ร่วมกันวิเคราะห์เพื่อหามาตรการแก้ไขที่ตรงกับปัญหา เป็นธรรม และรัฐสามารถนำมาปฏิบัติได้
ส่วนรัฐบาลที่ทําได้คือเปลี่ยนการแจกเงินที่จะทํา มาเป็นใช้เงินที่จะเเจกสนับสนุนหรือสร้างแรงจูงใจสําหรับการแก้ปัญหาหนี้แทน โดยมุ่งไปที่ SME ที่มีหนี้เสียเป็นหนี้ครัวเรือน เพราะถ้า SME เหล่านี้ไปต่อได้ ก็จะช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจ
3.ต้องตระหนักว่าการแก้ปัญหาหนี้เสียเป็นปลายเหตุ ต้นเหตุคือเศรษฐกิจที่ไม่โต ทำให้ประชาชนไม่มีงานทํา ไม่มีรายได้ ไม่สามารถชําระหนี้ได้
รัฐบาลจึงควรมุ่งไปที่ต้นเหตุ คือทำให้เศรษฐกิจโต ด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจ คือเพิ่มการแข่งขัน ยกระดับคุณภาพการศึกษาและทักษะแรงงาน ลดการทุจริตคอรัปชั่น และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
สิ่งเหล่านี้จะทำให้การลงทุนและการขยายตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นตามมา และต้องตระหนักว่า นโยบายประชานิยมคือที่มาของปัญหาหนี้ครัวเรือน เพราะประชาชนสามารถเข้าถึงเงินกู้เพื่อซื้อสิ่งที่อยากได้อยากมีแม้ยังไม่พร้อม