โชคชะตาพลิกผัน กำลังทำร้ายเศรษฐกิจไทย

โชคชะตาพลิกผัน กำลังทำร้ายเศรษฐกิจไทย

ในไตรมาส 2/2568  เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Reversal of Fortune ชัดเจนขึ้น โดยสหรัฐซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก กำลังเผชิญกับการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

 สาเหตุสำคัญมาจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะมาตรการสงครามการค้าและการขึ้นภาษีนำเข้า ส่งผลให้การบริโภคชะลอตัว ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ

และเศรษฐกิจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Mild Stagflation ที่การเติบโตชะลอตัวในขณะที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย

ในทางตรงกันข้าม จีนซึ่งเคยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนักกำลังแสดงสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น ขับเคลื่อนโดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มข้นผ่านการขาดดุลการคลังที่สูงที่สุดในรอบสามทศวรรษ

รัฐบาลจีนได้ตั้งเป้าหมาย GDP ที่ 5% พร้อมทั้งออกพันธบัตรพิเศษระยะยาวมูลค่า 1.3 ล้านล้านหยวน เน้นการกระตุ้นการบริโภคและส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่าง AI และยานยนต์ไฟฟ้า แม้ยังคงมีความเสี่ยงจากปัญหาเงินฝืดและวิกฤติอสังหาริมทรัพย์

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังทวีความรุนแรง หลังจากทรัมป์คงอัตราภาษีนำเข้า 10% กับจีน ซึ่งจีนได้ตอบโต้ด้วยมาตรการคล้ายคลึงกัน ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity analysis) จากสำนักวิจัย Goldman Sachs รวมถึงของผู้เขียน คาดว่า แม้ทรัมป์จะดำเนินนโยบายการค้าที่เข้มงวดต่อไป แต่เศรษฐกิจสหรัฐยังมีโอกาสหลีกเลี่ยงภาวะถดถอย (Recession) ได้ หากผลกระทบรวมของนโยบายภาษีไม่เกิน -1.1% ของ GDP ซึ่งยังต่ำกว่าการคาดการณ์การเติบโตที่ 1.9% ในปีนี้

ด้านธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เผชิญความท้าทายในการกำหนดนโยบายการเงิน โดยผู้เขียนมองว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวที่ 0.25% ในปี 2568 ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลสำคัญจากการสื่อสารของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ที่ผู้เขียนมองว่าผิดพลาด

ในการประชุม ณ วันที่ 18-19 มี.ค.ที่ผ่านมา FOMC คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.25%-4.50% ตามคาด พร้อมลดประมาณการเติบโตเศรษฐกิจและปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อและการว่างงาน

โดยประธาน Fed ส่งสัญญาณว่าภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่กล่าวว่าภาษีนำเข้าจะมีผลกระทบ “ชั่วคราว” ต่อเงินเฟ้อ (transitory impact) และไม่รีบลดดอกเบี้ยแม้ความเชื่อมั่นจะลดลง 

ผู้เขียนมองว่า การส่งสัญญาณเช่นนี้ผิดพลาด เนื่องจาก Fed เคยใช้คำว่า “transitory” ในช่วงปี 2564 และพลาดอย่างมากเมื่อเงินเฟ้อลุกลามสู่ภาคบริการอย่างรวดเร็ว

ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวพุ่งสูงขึ้นเป็น 4.9% สำหรับปีหน้าและ 3.9% สำหรับช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามทศวรรษ เป็นสัญญาณเตือนอันตรายที่จะทำให้การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นไปได้ยากขึ้น

ด้านเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านลบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางภาวะการเงินที่ตึงตัวรุนแรงแม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายมาแล้วสองครั้ง

สะท้อนจากดัชนีค่าเงินบาทเทียบคู่ค้าคู่แข่งที่แข็งค่าสูง การหดตัวต่อเนื่องของสินเชื่อ และดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเกือบสุดในรอบ 10 ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ขยายตัวเพียง 3.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 3.9% สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดมีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 2.00% ต่อปี สะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้

โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง “สูงกว่าร้อยละ 2.5 เล็กน้อย” ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ เศรษฐกิจไทยเผชิญความกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะการเงินตึงตัว การขยายตัวแบบ K-shape และการหดตัวของสินเชื่อภาคเอกชนครั้งแรกในรอบ 21 ปี (-0.4%)

ผู้เขียนมองว่า ความเสี่ยงสำคัญอีกประการคือนโยบายภาษีตอบโต้ หรือ Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะประกาศในวันที่ 2 เม.ย. 2568 ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการส่งออกของไทย 

เนื่องจากปัจจุบันไทยมีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในอัตราสูงกว่า 8.2% (ค่าเฉลี่ย) ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐเสียภาษีเฉลี่ยเพียง 2.4% ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่สหรัฐจะปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าไทยอีกประมาณ 5.8% เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม 

หากสหรัฐเก็บ Reciprocal Tariffs กับไทย จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐ โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ยางและผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องจักรกล

จากปัจจัยเสี่ยงข้างต้น ทำให้ผู้เขียนมองว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ น่าจะขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว และคาดการณ์ว่าการส่งออกจะหดตัว โดยจะหดตัวแรงตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจขยายตัวต่ำกว่า 2.0% หากนโยบาย Reciprocal Tariffs มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยลดลงถึง 0.5-0.6% จากกรณีฐาน 

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่า เริ่มมีความเป็นไปได้มากขึ้นว่า ธปท. อาจปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ โดยหากลดได้อย่างรวดเร็ว ก็อาจสนับสนุนเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่หากไม่ปรับลด หรือปรับลดลงช้า อาจช้าเกินไปที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะโชคชะตาพลิกผัน เมื่อสหรัฐชะลอตัวมากขึ้นจากนโยบายการค้าของทรัมป์ ขณะที่จีนเริ่มฟื้นตัวจากนโยบายเศรษฐกิจในประเทศ

ด้านเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยตกต่ำลง และเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฝืดเคือง กำลังเผชิญความเสี่ยงจากนโยบายภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐ ที่อาจกระทบการส่งออกอย่างรุนแรง ทำให้การเติบโตอาจต่ำกว่า 2.0% ในปี 2568

อย่างไรก็ตาม หาก ธปท. ลดดอกเบี้ยเร็วและแรง รวมถึงภาครัฐเร่งผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ก็อาจเป็นความหวังเศรษฐกิจไทยท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอและความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่มากขึ้นได้

โชคชะตากำลังทำร้ายเศรษฐกิจไทย ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น ที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นขึ้นมาได้

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่