เกษตรฯ ดันกุ้งเป็นวาระแห่งชาติ ยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ

เกษตรฯ ดันกุ้งเป็นวาระแห่งชาติ ยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ

กระทรวงเกษตรฯ ผุดร่าง ปฎิบัติการฯ“กุ้งทะเล” เป็นวาระแห่งชาติ เดินหน้า 11 มาตรการ ยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทย พร้อมขยายโครงการส่งเสริมการรณรงค์บริโภคสินค้ากุ้ง สิ้น 31 ต.ค. 2568

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 1/2568 กรมประมง โดยที่ประชุมได้พิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2568 – 2572 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านกุ้งทะเลและต้องการผลักดันการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลให้เป็นวาระแห่งชาติ กรมประมงจึงได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำกิจกรรม/โครงการ และได้ยกร่างมาตรการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหากุ้งทะเลตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งทะเลของประเทศไทย จำนวน 11 มาตรการ ประกอบด้วย 

เกษตรฯ ดันกุ้งเป็นวาระแห่งชาติ ยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ

 

มาตรการที่ 1 การพัฒนาลูกพันธุ์คุณภาพสูง มาตรการที่ 2 การจัดการฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน มาตรการที่ 3 การควบคุมคุณภาพอาหารกุ้ง มาตรการที่ 4 การจัดการโรคและการป้องกันโรคในกุ้ง มาตรการที่ 5 การพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปและการถนอมคุณภาพ มาตรการที่ 6 การพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและแปรรูปสินค้ากุ้งทั้งในและต่างประเทศ มาตรการที่ 7 การสร้างแบรนด์และเพิ่มช่องทางการตลาด มาตรการที่ 8 การบริหารจัดการข้อมูลกุ้ง มาตรการที่ 9 การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มาตรการที่ 10 การยกระดับความรู้บุคลากร ทั้งเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ และมาตรการที่ 11 การสร้างเครือข่ายความเข้มแข็ง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและพิจารณารายละเอียดของแต่ละมาตรการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงตามความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง เกิดความยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

เกษตรฯ ดันกุ้งเป็นวาระแห่งชาติ ยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ

สำหรับสถานการณ์กุ้งทะเล ปี 2567 ด้านการผลิต มีการจำหน่ายลูกพันธุ์กุ้งทะเล ปริมาณรวมทั้งสิ้น 33,228.16 ล้านตัว แบ่งเป็น กุ้งขาวแวนนาไม 31,588.56 ล้านตัว (ร้อยละ 95.07) และกุ้งกุลาดำ 1,639.60 ล้านตัว (ร้อยละ 4.93) และมีผลผลิตกุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยง (ระบบ APD) มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 250,325.17 ตัน แบ่งเป็น เป็นกุ้งขาวแวนนาไม 234,445.97 ตัน (ร้อยละ 93.66) และกุ้งกุลาดำ 15,879.20 ตัน (ร้อยละ 6.34) 

ด้านการตลาด ประเทศไทยนำเข้าสินค้ากุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (ไม่รวมล็อบสเตอร์) รวมทั้งสิ้น 14,474.45 ตัน มูลค่า 2,415.89 ล้านบาท แบ่งเป็น กุ้งอื่น ๆ 13,747.85 ตัน (ร้อยละ 94.98) กุ้งขาวแวนนาไม 723.41 ตัน (ร้อยละ 5.00) และกุ้งกุลาดำ 3.19 ตัน (ร้อยละ 0.02) โดย 5 ประเทศแรกที่ไทยมีการนำเข้า ได้แก่ อาร์เจนตินา ปากีสถาน เอกวาดอร์ แคนาดา และอินเดีย ตามลำดับ

 ในส่วนการส่งออก ประเทศไทยส่งออกสินค้ากุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (ไม่รวมล็อบสเตอร์) รวมทั้งสิ้น 130,070.70 ตัน มูลค่า 42,562.62 ล้านบาท แบ่งเป็น กุ้งขาวแวนนาไม 89,797.71 ตัน (ร้อยละ 69.04) กุ้งอื่น ๆ 29,132.76 ตัน (ร้อยละ 22.40) และกุ้งกุลาดำ 11,140.23 ตัน (ร้อยละ 8.56) โดย 5 ประเทศแรกที่ไทยมีการส่งออก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ตามลำดับ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความก้าวหน้าการของบประมาณโครงการของกรมประมงเพื่อแก้ไขปัญหาด้านกุ้งทะเลเร่งด่วน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 จำนวน 7 โครงการ อาทิ โครงการขยายฐานการผลิตจุลินทรีย์เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โครงการการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรด้วยนวัตกรรมด้านพลังงานและด้านชีวภาพเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ในการเพาะเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน (Shrimp Tech) และโครงการยกระดับการนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในการผลิตกุ้งทะเลตามแนว Go Green ด้วย BCG Model เป็นต้น 

พร้อมติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการรณรงค์บริโภคสินค้ากุ้ง ปี 2567 โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการ ทั้งการเพิ่มช่องทางการตลาด/เชื่อมโยงและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต และสร้างการรับรู้เพื่อกระตุ้นการบริโภค ปริมาณเป้าหมาย 5,450 ตัน โดยได้รายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) เป็นประจำทุกเดือน 

ทั้งนี้ ที่ประชุม คบท. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้อนุมัติให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุมในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยขยายระยะเวลาดำเนินการ จากเดิม สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2567 เป็น 31 กรกฎาคม 2568 และขยายระยะเวลาโครงการ จากเดิม สิ้นสุด 31 มีนาคม 2568 เป็น 31 ตุลาคม 2568 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย อีกทั้งยังเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรต่อไป