'พิชัย' ย้ำแก้เศรษฐกิจต้องยาว ชี้ปัญหาเรื้อรัง ไม่ใช่แค่ปีเดียว

'พิชัย' ย้ำแก้เศรษฐกิจต้องยาว ชี้ปัญหาเรื้อรัง ไม่ใช่แค่ปีเดียว

รมว.คลัง แจงสภาฯ ปัญหาเศรษฐกิจไทยสะสมมานาน แก้ไขในระยะสั้นไม่ได้ ต้องวางแผนระยะยาว ย้ำรัฐบาลเดินหน้ายกระดับทุกภาคส่วน หวังดัน GDP โตเกิน 3%

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2568 โดยตอบโต้ข้อกล่าวหาของ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ระบุว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

นายพิชัย ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ไม่ดี และเป็นเช่นนี้มาเป็นเวลานาน โดยมีปัจจัยมาจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรที่ผลผลิตบางชนิดไม่สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าที่ควร ภาคอุตสาหกรรมที่ขาดนวัตกรรม การลงทุนภาครัฐที่ล่าช้า และภาคการส่งออกที่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย
 

"ผมเห็นด้วยครับว่า เศรษฐกิจไทยไม่ดี และไม่ดีมาอย่างยาวนาน" นายพิชัย กล่าว

การเติบโตของเศรษฐกิจหลายปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.9% เป็นผลมาจากโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% และรัฐบาลตั้งเป้าที่จะผลักดันให้เติบโตมากกว่า 3% ในปีนี้

รายงานจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาศัยแรงส่งจากการเติบโต 3.1% ในช่วงสองไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านเครื่องจักรสำคัญต่างๆ ได้แก่
 

ภาคเกษตร มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องข้าวที่ราคาส่งออกบางสายพันธุ์แทบไม่เหลือกำไร รัฐบาลมีแนวทางลดพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสม และส่งเสริมการปลูกพืชที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และลดการนำเข้า เช่น ข้าวโพด เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ขณะเดียวกันยังคงคำนึงถึงการสร้างความมั่นคงทางอาหาร

ภาคอุตสาหกรรม ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาฐานการลงทุนเดิม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะรถกระบะที่ยังมีความต้องการในตลาดโลก ขณะเดียวกันจะพิจารณาการลงทุนใหม่ๆ เช่น ดาต้าเซนเตอร์ เพื่อให้เกิดการต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี AI

การลงทุนจากต่างประเทศ การให้บัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินลงทุนจริงภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โดยรัฐบาลจะเตรียมความพร้อมด้านที่ดิน และราคาไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้

ส่วนเรื่องค่าไฟฟ้า นายพิชัย ยอมรับว่าค่าไฟฟ้าของไทยยังสูงอยู่ และตั้งเป้าที่จะลดลงมาอยู่ที่ 3.50 บาทต่อหน่วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยสมมติฐานคือ เมื่อการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ที่จะเข้ามานั้นต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ก็จะทำให้โครงสร้างค่าพลังงานมีตัวหารมากขึ้นทำให้มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง และในขั้นต่อไปจะต้องเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ 

ภาคการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีกำลังซื้อสูง และพำนักในประเทศไทยนานขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูง

โครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลมีแผนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค และต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินได้ เช่นเดียวกับสิงคโปร์

การกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นความจำเป็นที่จะต้องเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ในภาวะที่หนี้อยู่ในระดับสูง ทั้งนี้แผนการทำสเตเบิลคอยน์ (Stable Coin) โดยมีพันธบัตรรัฐบาลหนุนหลัง ยืนยันว่า ไม่ใช่การพิมพ์เงินใหม่ขึ้นมา หรือเพิ่มปริมาณเงินใหม่ แต่เป็นการเพิ่มสภาพคล่องมากขึ้นจากการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งปกติจะมีการระดมทุนปีงบประมาณละ 1 แสนล้านบาท ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน G-Token ได้ง่ายขึ้นบนแพลตฟอร์มเท่านั้นเอง

ความหมายคือ เป็นการเปิดช่องทางการออมชนิดหนึ่งที่ได้รับผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากธนาคารทั่วไป ซึ่งคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องแย่งกัน ซึ่งไม่ใช่เงินใหม่ที่รัฐบาลผลิต

ตลาดทุน รัฐบาลกำลังพิจารณาการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจตลาดคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ต.ล.ท.) ซึ่งอยู่ระหว่างการทบทวนโดยกฤษฎีกา โดยยังทำงานควบคู่กับหน่วยงานสอบสวน เพื่อยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตลาดทุน รวมทั้งแก้กฎระเบียบที่อุดช่องโหว่นักลงทุนต่างชาติที่ได้เปรียบนักลงทุนไทย

การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มแรกด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ ให้ผ่อนชำระน้อยลง และยาวนานขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้มาลงทะเบียนไม่มากนัก อาจจะใช้งบประมาณที่เตรียมไว้เพียงครึ่งเดียว

และเตรียมที่จะเข้าไปซื้อหนี้เสียในส่วนที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนกว่า 3 ล้านราย วงเงินกว่า 1.23 แสนล้านบาท โดยจะให้กลุ่มนี้กลายเป็นหนี้รหัสพิเศษ หลุดจากประวัติหนี้เสียในเครดิตบูโร (NCB) ทำให้สามารถกลับเข้าสู่การเงินในระบบได้ 

เบื้องต้นได้ดำเนินโครงการนำร่อง ผ่านธนาคารออมสิน ในการออกสินเชื่อพิเศษกลุ่มที่ไม่มีหลักประกัน กำหนดเป้าหมาย 3 แสนบัญชี วงเงิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งเปิดโครงการเพียง 3 วัน มีคนมาลงทะเบียนแล้วกว่า 4.5 แสนบัญชี หากควบคุม และกำกับได้ก็จะมีการขยายผลการให้สินเชื่อไปที่กลุ่มตัวเล็กๆ ได้

นายพิชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า "เศรษฐกิจลำบากมานาน หลายอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ภายใน 1 วัน 1 อาทิตย์ 1 เดือน หรือ 1 ปี หลายอย่างจะต้องทำคู่ขนานไป ต้องตื่นตัวสู้กับปัญหา" พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ในที่สุด
 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์