เทคโนโลยี-ค่าแรง ต้นทุนแฝง รพ.เอกชน ดันอัตราเฟ้อทางการแพทย์สูง

เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย การวินิจฉัยที่แม่นยำ ให้บริการที่รวดเร็ว สะดวกบาย ใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลสั้น รวมทั้งการเข้าถึงยาใหม่ๆ
KEY
POINTS
- อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์เพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือทำให้ผู้บริโภค ต้องเผชิญกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น หากต้องการบริทางการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น
- จะให้พาณิชย์เข้ามาควบคุมราคาโดยกำหนดเป็นราคาเดียวไม่ได้ เพราะรพ.แต่ละแห่งมีต้นทุนต่างกัน แต่ก็สามารถเรียกดูราคาต้นทุนต่างๆได้หมด
- แนวทางการควบคุมอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์เป็นเรื
เมื่อรวมกับบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญ และหัตถการที่ล้ำสมัยด้วยแล้ว กลายเป็นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ราคาค่าบริการ”ของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งไม่เท่ากัน และเป็นส่วนหนึ่งที่ดันให้ตัวเลขค่ารักษาพยาบาลปรับตัวสูงขึ้น
อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์และบริการสุขภาพ หรือ อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) เป็นส่วนของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ค่าบุคลากรทางการแพทย์ ค่าเวชภัณฑ์ ค่ายา ค่าเทคโนโลยี ค่าเครื่องมือแพทย์ใหม่ๆที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์เพิ่มขึ้น โดยทั่วไปแล้ว อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์มักจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งหมายความว่าค่ารักษาพยาบาล ยา และบริการทางการแพทย์อื่นๆ มีแนวโน้มที่จะแพงขึ้นเร็วกว่าสินค้าและบริการอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ
"ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์" ที่ปรึกษานายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน อธิบายกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่าปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ มีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงขึ้น ซึ่งรวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการวินิจฉัยและรักษาโรค มักมีราคาสูง การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะต้องการบริการทางการแพทย์มากกว่าคนอายุน้อย ความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นความตระหนักด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และการเข้าถึงบริการที่ง่ายขึ้น ทำให้มีความต้องการบริการทางการแพทย์มากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'ภาระหน้าที่ในครอบครัว' ปัจจัยเสี่ยง 'หญิงไทย' เป็นมะเร็งสูง
'สมองหด'เพราะอยู่คนเดียว 'ความเหงา' ทำลายสุขภาพมากกว่าที่คิด
อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์เพิ่มขึ้น ค่ารักษาสูงขึ้น
รวมไปถึง ราคายาและเวชภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะยาใหม่ๆ และยาที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตสูง ค่าแรงบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ มีความต้องการสูง ทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการโรงพยาบาลและสถานพยาบาล ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการดำเนินงาน
จากการที่อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์เพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือทำให้ผู้บริโภค ต้องเผชิญกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น หากต้องการบริทางการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการสนับสนุนระบบสาธารณสุข และอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ รวมทั้งระบบประกันสุขภาพ ต้องปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
สิ่งที่เพิ่มตามมาอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ติดๆก็คือ อัตราการเคลมประกันสุขภาพสูง การมีแนวปฏิบัติประกันสุขภาพส่วนร่วมจ่าย (Copayment) ภายใต้มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ หรือ “New Health Standard”ในเงื่อนไขการต่ออายุ กรณีครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัย ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 20 มี.ค.2568 เฉพาะการรักษาแบบผู้ป่วยใน (In-Patient Department: IPD) จึงเป็นมาตรการที่ "ภาคธุรกิจประกันภัย"นำ มาใช้เป็นเงื่อนไขการต่ออายุกรณีครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัย (Renewal) เพื่อลดการเคลมจากการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่เกินความจำเป็นทางการแพทย์ โดยไม่นับรวมผ่าตัดใหญ่หรือโรคร้ายแรง
"จริงๆแล้วเงื่อนไข Copayment จะไม่มีผลกระทบกับผู้เอาประกันที่ไม่เคลมเกินความจำเป็นทางการแพทย์" เพราะเงื่อนไขการต่ออายุกรณีครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัย (Renewal)”
อัตราการเคลมประกันสุขภาพสูง
กรณีที่ 1 การเคลมสำหรับโรคที่ไม่รุนแรง หรืออาการที่ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล การเจ็บป่วยเล็กน้อย (Simple diseases) หรืออาการที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล โดยเบิกเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้งต่อปีกรมธรรม์ และอัตราการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 200% ของเบี้ยประกันภัยสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ทุกค่ารักษาในปีถัดไป
กรณีที่ 2 การเคลมสำหรับโรคทั่วไปแต่ไม่นับรวมการผ่าตัดใหญ่ และโรคร้ายแรง โดยเบิกเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้งต่อปี กรมธรรม์ และอัตราการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 400% ของเบี้ยประกันสุขภาพ จะต้องร่วมจ่าย 30% ทุกค่ารักษาในปีถัดไป
กรณีที่ 3 หากเข้าเงื่อนไขทั้งในกรณีที่ 1 และ กรณีที่ 2 จะต้องร่วมจ่าย 50% ทุกค่ารักษาในปีถัดไปซึ่งเมื่อผู้เอาประกันภัย เข้าเงื่อนไขส่วนร่วมจ่าย (Copayment) ในปีต่ออายุถัดไปแล้ว ผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมจ่าย 30% หรือ 50% ตามสัดส่วนที่กำหนดในค่ารักษาพยาบาล
“แต่หากการเคลมมีการปรับตัวลดลง และไม่เข้าเงื่อนไขการมีส่วนร่วมจ่าย (Copayment) บริษัทประกันภัยจะพิจารณายกเลิกการมีส่วนร่วมจ่าย (Copayment) กรมธรรม์ดังกล่าวจะกลับสู่สถานะปกติได้เช่นเดิมในปีถัดไป”
Copayment ลดเคลมเกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตามการนำ Copayment มาใช้ จะสามารถลดการเคลมจากการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่เกินความจำเป็นทางการแพทย์ได้หรือไม่ จะต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการประเมินผล ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้บริโภค เพราะการทำประกันสุขภาพ เป็นความสมัครของผู้ซื้อประกัน การนำมาบังคับใช้กับผู้ป่วยใน อาจจะทำให้ผู้บริโภคหันไปใช้ประกันผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นก็ได้
ส่วนกรณีที่มีการเบิกค่ารักษาพยาบาล ‘เกินจำเป็น’ ซึ่งอาจจะเกิดจากพฤติกรรมของผู้เอาประกัน ที่เกิดจากแรงจูงใจของสถานพยาบาลที่แนะนำให้ผู้ป่วยเข้าพักรักษาตัว แม้ว่าจะเจ็บป่วยไม่มาก ที่ปรึกษานายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่าการดำเนินการของสถานพยาบาลอยู่ในความดูแลของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)ส่วนแพทย์ก็ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบและข้อกำหนดของ แพทยสภา ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพที่สำคัญ ทำหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
อย่างไรก็ตาม แนวทางการควบคุมอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคายา ภาครัฐต้องมีนโยบายกำหนดมาตรการควบคุมราคายา โดยเฉพาะยาที่จำเป็น รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเช่น การใช้ Telemedicine เพื่อลดต้นทุนในการให้บริการการส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อลดความจำเป็นในการรักษาพยาบาลในระยะยาว รวมทั้งการปรับปรุงระบบประกันสุขภาพเพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงต้นทุนของบริการมากขึ้นการประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยพิจารณาความคุ้มค่าของเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อนที่จะนำมาใช้
ด้านนพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่ารพ.เอกชนเป็นรพ.ทางเลือก ซึ่งคนไทยทุกคนก็สามารถพิจารณาเลือกการรักษาที่ไม่ต้องเสียเงินเลยได้ หากไม่ได้เป็นข้าราชการ หรือ คนทำงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม แล้วใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ก็จะให้ดูแลรักษาตั้งแต่เกิดจนถึงเสียชีวิต
Co-paymentไม่กระทบรพ.เอกชน
สำหรับร่วมจ่าย Co-payment ประกันสุขภาพเอกชนในหลักการไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรพ.เอกชนมากนัก แต่จะเป็นลักษณะรูปแบบการเข้ารับบริการที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกรณีของคนที่ป่วยไม่มากอาจจะต้องมารับบริการในส่วนของผู้ป่วยนอกบ่อยขึ้น ก็มีการเตรียมความพร้อมรองรับดูแลส่วนนี้กรณีนี้เป็นโรคเจ็บป่วยเล็กน้อยทั่วไป (SimpleDisease)แพทย์จะพิจารณาความเหมาะในการรับผู้ป่วย
ทั้งนี้ สมาคมฯเคยทำวิจัยต้นทุนยาของรพ.จะมีค่าตัวยา มีค่าเฉลี่ยต้นทุนยาแต่ละเม็ด มากกว่า 1 บาทขึ้นกับแต่ละโรงพยาบาล บางแห่งอาจจะ 2-3 บาทต่อเม็ดกรณีเวชภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ก็ลักษณะเดียวกัน จะมีต้นทุนการเก็บรักษาอาทิ การตรวจด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ(MRI) รพ.บางแห่งใช้MRI 1.5 ขณะที่บางแห่งใช้ MRI 3 ราคาค่าบริการก็ย่อมแตกต่างกันปัจจุบันกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ควบคุมทุกรพ.เอกชนจะต้องกำหนดราคาและแจ้งต่อกระทรวงพาณิชย์ และห้ามขายเกินราคาที่กำหนดแจ้งไว้ ซึ่งแต่ละแห่งจะมีต้นทุนไม่เท่ากัน ทำให้ราคาแตกต่างกัน
“จะให้พาณิชย์เข้ามาควบคุมราคาโดยกำหนดเป็นราคาเดียวไม่ได้ เพราะรพ.แต่ละแห่งมีต้นทุนต่างกัน แต่ก็สามารถเรียกดูราคาต้นทุนต่างๆได้หมด ที่ผ่านมารพ.เอกชนก็มีการเฉลี่ยราคาแต่ละชนิด บางรายการราคาแพงมากจะบวกมากไม่ได้ซึ่งรพ.เอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องกำไรอย่างน้อย 3 ปีติดต่อกัน เมื่อดูกำไรสุทธิจะอยู่ที่ 10 % บวกลบ”