พนักงานสหรัฐ 40% ร้องไห้ที่ทำงาน เครียดการเมืองป่วนสุขภาพจิตพัง

พนักงานสหรัฐ 40% เผย ร้องไห้ในที่ทำงาน เพราะเผชิญความเครียดสูงจากการเมืองที่วุ่นวายทั่วโลกในปี 2025 อีกทั้งมาตรการปลดคนออก ส่งผลให้ยิ่งเบิร์นเอาท์และสุขภาพจิตพัง
KEY
POINTS
- เกือบ 40% ของพนักงานสหรัฐ ร้องไห้ในที่ทำงาน เหตุเพราะพวกเขาแบกรับความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2025 ทั้งจากความวุ่นวายทางการเมืองทั่วโลก และความต้องการด้านสุขภาพจิต
ปัญหาสุขภาพจิตและภาวะหมดไฟในที่ทำงานไม่ควรถูกมองข้ามอีกต่อไป เมื่อพนักงานทั่วโลกต่างประสบปัญหานี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่มีรายงานผลสำรวจล่าสุดจาก Modern Health องค์กรที่มุ่งมั่นสร้างแรงงานที่มีสุขภาพดีและฟื้นตัวได้ดีขึ้น ระบุว่า เกือบ 40% ของพนักงานในสหรัฐร้องไห้ในที่ทำงานในเดือนที่ผ่านมา
เหตุเพราะพวกเขาแบกรับความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2025 ทั้งจากความวุ่นวายทางการเมืองทั่วโลก และความต้องการด้านสุขภาพจิตที่ไม่ได้รับการตอบสนอง นอกจากนี้ พนักงานเกือบครึ่งหนึ่ง (50%) บอกว่า ชีวิตของพวกเขาเคยง่ายกว่านี้ในช่วงการระบาดโควิด-19 เมื่อเทียบกับปี 2025
ปี 2025 พนักงานสหรัฐเบิร์นเอาท์พุ่ง 66% สูงสุดเป็นประวัติการณ์
รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ 2.0 ประกาศชัดเจนว่า พนักงานภาครัฐหรือข้าราชการทุกคน ต้องกลับไปทำงานที่สำนักงาน ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่ไหนหรือทำงานทางไกลเต็มรูปแบบมานานแค่ไหนก็ตาม แม้ว่างานวิจัยจะแสดงให้เห็นว่าการทำงานทางไกลนั้นดีที่สุดสำหรับผลกำไรของบริษัท แต่การศึกษาล่าสุดพบว่า เหล่าพนักงานในสหรัฐหมดไฟจากการทำงานถึง 66% ในปี 2025 ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ชี้ให้เห็นว่านโยบายการกลับไปทำงานที่สำนักงาน (RTO) อาจเพิ่มความเครียดให้กับคนทำงานที่กำลังดิ้นรนในสภาพแวดล้อมการทำงานปัจจุบันที่เรียกร้อง Productivity สูงอยู่แล้ว ยิ่งมาประกอบกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมืองทั่วโลก จึงยิ่งส่งผลให้เกิดความท้าทายด้านสุขภาพจิตในที่ทำงาน
Modern Health ได้ทำการสำรวจพนักงานเต็มเวลาในสหรัฐฯ 1,000 คนเพื่อเข้าใจสภาพสุขภาพจิตของแรงงานอเมริกันในช่วงต้นปี 2025 โดยผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์ปัจจุบันเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในเชิงลบ แซงหน้าเหตุผลด้านอาชญากรรมและเหตุผลการเงินด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ ข้อมูลสำคัญจากการศึกษานี้ได้แก่ :
- พนักงาน 75% รายงานว่า ประสบกับภาวะซึมเศร้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ส่วนใหญ่มาจากการเมืองและเหตุการณ์ปัจจุบัน
- พนักงาน 74% กล่าวว่า ต้องการการดูแลด้านสุขภาพจิตที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับรับมือกับความวุ่นวายทางการเมืองระดับโลก
- ครึ่งหนึ่งของวัยทำงานชาวอเมริกันมองทิศทางของประเทศในแง่ลบ
- พนักงานเกือบครึ่งหนึ่ง (54%) บอกว่า ชีวิตของตนง่ายกว่านี้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อเทียบกับตอนนี้ (สองเดือนแรกของปี 2025)
- พนักงาน 96% รายงานว่า ติดตามข่าวเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมืองหรือเศรษฐกิจระดับโลกอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของ FAA การตัดงบประมาณรัฐบาล DOGE และการรั่วไหลของข้อมูลส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตมากที่สุด
- พนักงาน 71% เชื่อว่า ความตึงเครียดทางการเมืองทำให้ยากต่อการการสร้างวัฒนธรรมการทำงานเชิงบวกในที่ทำงาน
- พนักงาน 74% มองว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองสามารถนำไปสู่ภาวะเบิร์นเอาท์จากการทำงานมากขึ้น
องค์กรที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องดูแลพนักงานให้มีความเป็นอยู่ที่ดี
ไม่เพียงเท่านั้น พนักงานรุ่น Gen Z มากถึง 61% ก็กำลังสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพของตนเอง เนื่องจากสภาพทางการเมืองระดับโลกปัจจุบันส่งผลต่อสุขภาพจิต พวกเขาชี้ว่า การขาดการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะอยู่กับงานของตนน้อยลง และ 54% กล่าวว่า สุขภาพจิตของพวกเขาไม่เคยฟื้นตัวอย่างเต็มที่จากการระบาดใหญ่
มอรีน คาลาเบรส (Maureen Calabrese) หัวหน้าฝ่ายบุคคลของ Modern Health บอกว่า ทีมงานทรัพยากรบุคคลในปัจจุบันกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล ไม่เพียงแต่จากพนักงานที่ต้องการการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นจริงขององค์กรที่ต้องทำงานหนักขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง
ความท้าทายดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุมาจากภาวะเบิร์นเอาท์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการหาวิธีที่ยั่งยืนในการสนับสนุนพนักงาน ในขณะที่เผชิญกับข้อจำกัดทางธุรกิจที่เป็นจริง คาลาเบรสเชื่อว่าองค์กรที่ทำเรื่องนี้ได้ถูกต้องจะเป็นองค์กรที่สร้างสถานที่ทำงานที่ยืดหยุ่นและเติบโต แม้ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน
"ในยุคที่พนักงานกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย สวัสดิการที่ดีที่สุด คือ สิ่งที่สนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เชื่อใจได้ และขจัดอุปสรรคในที่ทำงาน พนักงานต้องการทำงานให้กับองค์กรที่มอบความเป็นอยู่ที่ดีให้พวกเขาได้อย่างแท้จริง อนาคตของการรักษาคนเก่งขึ้นอยู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้คนรู้สึกว่ามีคุณค่า ได้รับการสนับสนุน และสามารถเติบโตได้" คาลาเบรส ย้ำ
เปิด 3 เคล็ดลับในการรับมือกับความเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2025
Modern Health เสนอสามวิธีที่นายจ้างสามารถทำได้ เพื่อรับมือกับความเครียดที่พุ่งสูงขึ้นในหมู่วัยทำงานชาวอเมริกัน
1. ดูแลสุขภาพจิตในที่ทำงาน ทั้งในยามปกติและในยามวิกฤติ
ใช้แนวทางเชิงป้องกัน เพื่อการสนับสนุนสุขภาพจิตในที่ทำงาน อย่าทำเฉพาะแค่ในช่วงที่เจอภาวะวิกฤติ แต่ต้องช่วยให้พนักงานจัดการกับความเครียดและสร้างความยืดหยุ่นก่อนที่พวกเขาจะถึงจุดแตกหัก ผู้เชี่ยวชาญที่ Modern Health แนะนำให้มีการผสานสุขภาพจิตเข้ากับวัฒนธรรมการทำงานประจำวัน
"ส่งเสริมให้พนักงานใช้เวลาเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี ก่อนที่จะเกิดการเบิร์นเอาท์เช่น เสนอช่องทางการหลากหลายเพื่อให้พนักงานพูดคุยปัญหานี้ได้ง่ายๆ การบำบัดไม่ใช่คำตอบเดียว แต่การโค้ช การใช้เครื่องมือดิจิทัล และการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานล้วนมีบทบาททำให้การสนับสนุนสุขภาพจิตรู้สึกเป็นเรื่องปกติเหมือนการสนับสนุนสุขภาพกาย" ผู้เชี่ยวชาญย้ำ
2. สนับสนุนพนักงานระดับผู้จัดการ
หัวหน้าทีมก็ต้องการการสนับสนุนมากพอๆ กับลูกน้องในทีมของพวกเขา Modern Health ชี้ให้เห็นว่า ผู้จัดการคือแนวหน้าที่สะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ส่วนใหญ่พวกเขารู้สึกไม่พร้อมที่จะสนับสนุนทีมของตน แทนที่จะปล่อยให้ผู้จัดการเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้เพียงลำพัง Modern Health แนะนำให้บริษัทจัดฝึกอบรมผู้จัดการให้รู้จักสังเกตสัญญาณของภาวะเบิร์นเอาท์และความเครียดที่เกิดขึ้นในทีม
ผู้จัดการไม่จำเป็นต้องเป็นนักบำบัด แต่พวกเขาต้องรู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร เพื่อที่จะได้แนะนำพนักงานให้ได้รับการดูแลทันที บริษัทควรจัดหาโค้ชด้านสุขภาพจิตสำหรับผู้จัดการ ผู้นำที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของตนเองจะมีความพร้อมมากขึ้นในการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยทางจิตใจ พูดง่ายๆ ว่า 'ความเป็นผู้นำด้านสุขภาพจิต' ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานเช่นกัน เมื่อผู้นำเป็นแบบอย่างในการสมดุลระหว่างงานกับชีวิตและการจัดการความเครียด พนักงานจะรู้สึกสบายใจมากขึ้นที่จะทำเช่นเดียวกัน
3. สร้างวัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจ
การมอบแค่สวัสดิการพื้นฐานให้แก่พนักงาน ในยุคนี้อาจไม่เพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญจาก Modern Health ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ข้อเสนอด้านสุขภาพจิตที่ครอบคลุมที่สุดก็จะไม่ได้ช่วยให้พนักงานไม่ไว้วางใจในแนวทางการดูแลของนายจ้าง ดังนั้น แนะนำให้องค์กรเปลี่ยนจากการพูดว่าสุขภาพจิตสำคัญ ไปสู่การพิสูจน์ด้วยการกระทำ และเปิดกว้างในการสนทนาเกี่ยวกับสุขภาพจิตให้เป็นเรื่องปกติในทุกระดับ
เมื่อผู้นำพูดถึงเรื่องสุขภาพจิตได้อย่างเปิดเผย จะเป็นการส่งสัญญาณที่ทรงพลังว่าการดูแลสุขภาพจิตมีคุณค่า นายจ้างต้องมั่นใจว่าพนักงานรู้วิธีเข้าถึงทรัพยากรในการดูแลจิตใจของพวกเขา โดยไม่มีการตีตราหรือความกลัวต่อผลกระทบ ทำให้สวัสดิการด้านสุขภาพจิตเข้าถึงได้ และใช้งานง่าย ติดตามและตอบสนองต่อความรู้สึกของพนักงาน หากพนักงานรู้สึกไม่ได้รับการสนับสนุน องค์กรต้องแก้ไขที่สาเหตุหลัก ไม่ใช่แค่เพิ่มสวัสดิการอย่างอื่นให้แล้วหวังว่าจะดีที่สุด
ท้ายที่สุด คาลาเบรสย้ำว่า ถ้านายจ้างอยากลดความเครียดที่กำลังพุ่งสูงในหมู่พนักงาน บริษัทสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ใส่ใจต่อสุขภาพจิตได้ ไม่ใช่แค่แกล้งทำเป็นสนใจสุขภาพจิต แต่ให้ความสำคัญกับมันจริงๆ บริษัทไหนที่ใส่ใจเรื่องความไว้วางใจ ความโปร่งใส และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจให้พนักงานได้ จะไม่แค่รักษาพนักงานไว้ได้เท่านั้น แต่จะสร้างที่ทำงานที่ทำให้ผู้คนเติบโตก้าวหน้าในอาชีพได้จริงๆ
อ้างอิง: Forbes, Moodle, Modernhealth