Micro-retirement เทรนด์มาแรง 2025 Gen Y-Z ขอหยุดทำงาน 1 ปี หนีภาวะหมดไฟ

Micro-retirement เทรนด์การทำงานมาแรงปี 2025 เมื่อคนรุ่นใหม่ Gen Y -Z ขอพักงานสั้นๆ หนีภาวะเบิร์นเอาท์ ไม่อยากรอเกษียณทีเดียวตอนแก่
KEY
POINTS
- เปิดเทรนด์ “Micro-retirement” หรือการ
เมื่อคนรุ่นใหม่เหนื่อยล้าจากการทำงาน และพยายามมองหาวิธีหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ (Burnout) ประกอบกับเห็นวัยทำงานรุ่นพี่ Boomer และ Gen X ที่กำลังดิ้นรนเพื่อเกษียณอายุจริงๆ (แต่ยังเกษียณไม่ได้เพราะภาระการเงิน) ทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่อยากรอเกษียณเมื่ออายุมากตามกำหนด จึงเกิดเทรนด์ “Micro-retirement” หรือการเกษียณอายุแบบสั้นๆ ระหว่างทำงาน ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้
Micro-retirement หมายถึง การหยุดพักจากการทำงานสักระยะหนึ่งอาจนานหลายเดือนหรือเป็นปี และวางแผนกลับมาทำงานอีกครั้งหลังจากได้พักเต็มที่ เปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากวิ่งระยะสั้นเป็นวิ่งมาราธอน โดยอนุญาตให้ตนเองได้หยุดพักดื่มน้ำหรือพักร้อนระหว่างทาง ก่อนจะกลับไปวิ่งต่อให้ถึงเส้นชัย
ปรากฏการณ์นี้เป็นกระแสมาแรงในต่างประเทศ และฮอตฮิตอย่างมากบนโลกออนไลน์ โดยผู้ใช้สื่อโซเชียล TikTok ที่ชื่อว่า อานาอิส เฟลต์ (Anaïs Felt) เป็นหนึ่งในวัยทำงานคนรุ่นใหม่ที่หยุดทำงานแบบ Micro-retirement โดยเธอเลือกหยุดทำงานนานถึง 1 ปี และเธอบอกว่า “ไม่เคยรู้สึกดีขนาดนี้มาก่อน” และยังบอกว่าการมี Gap Year เพื่อพักทำงานสั้นๆ ครั้งนี้ทำให้เธอพักผ่อนอย่างเต็มที่และรู้สึกมีสุขภาพดีขึ้นด้วย
ปัจจุบัน เฟลต์ วัย 31 ปี กำลังอยู่ในขั้นตอนการสัมภาษณ์งานกับบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง โดยเธอเล่าว่าไม่มีใครตำหนิเธอที่ตัดสินใจเกษียณอายุแบบสั้นๆ และบอกว่าคนที่ทำงานของเธอก็อยากจะเกษียณแบบสั้นๆ เช่นกัน เธอให้ความเห็นว่า ตอนนี้โลกการทำงานเปลี่ยนไปแล้ว บรรดาพนักงานและผู้นำที่เป็นกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลเริ่มเคารพความต้องการลาพักร้อนของพนักงานรุ่นน้องมากขึ้น
ภาวะหมดไฟเป็นตัวเร่งให้ Gen Y -Z เกษียณอายุแบบสั้น เพื่อพักระหว่างทาง
ดูเหมือนว่าการเหนื่อยล้าจากงานจะส่งผลกระทบต่อพนักงานเป็นพิเศษในช่วงหลังๆ มานี้ ตามรายงานผลสำรวจของ Gallup พบว่ามีพนักงานเพียง 50% เท่านั้นที่รายงานว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น “ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์” นับตั้งแต่เริ่มสำรวจความคิดเห็นในปี 2009 และพบอีกว่าอัตราความสำเร็จของพนักงานลดลงมาตั้งแต่ในปี 2020 (เกิดการระบาดใหญ่) ขณะที่ภาวะหมดไฟมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา รายงานจาก Glassdoor ระบุว่าภาวะหมดไฟของพนักงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในปี 2024
เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ คนรุ่น Gen Z ดูเหมือนจะไม่มีความสุขเป็นพิเศษ โดยกลุ่มคนเหล่านี้มักได้รับค่าจ้างต่ำที่สุดในออฟฟิศ โดยผลการศึกษาจาก Cigna ที่เผยแพร่เมื่อ ปี 2023 ระบุว่า Gen Z เป็นรุ่นที่เครียดที่สุด นอกจากนี้ คนรุ่น Millennials ที่ก้าวเข้าสู่บทบาทผู้จัดการระดับกลาง ซึ่งมักจะเผชิญกับความยากลำบากในที่ทำงาน ก็รายงานว่ามีอาการหมดไฟในการทำงานในระดับสูงเช่นกัน
ลิซ ลี (Liz Lee) ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและผู้สร้างคอนเทนต์วัย 30 ปี เล่าว่า เธอไม่ใช่คนเดียวในออฟฟิศที่รู้สึกกลัวการเข้าออฟฟิศทุกวันจนถึงอายุ 65 ปี กว่าที่จะได้เกษียณอายุงาน เพื่อได้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งเธอไม่อยากที่จะรอนานขนาดนั้น จึงเลือกใช้วิธี Microdosing retirement เพื่อพักผ่อนระหว่างทางในชีวิตการทำงาน
เธอไม่ได้ลาออกจากงานเพื่อพักผ่อน แต่เธอใช้วิธีเปลี่ยนทัศนคติและให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและความสนใจส่วนตัวมากขึ้น ด้วยเป้าหมายที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในขณะที่ยังเด็กและออมเงินสำหรับอนาคต เธอจึงปฏิเสธที่จะเลื่อนตำแหน่งเพื่อรักษาสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานให้ดีขึ้น
ขณะที่ ปีเตอร์ โอเวน ดอร์ฟ (Peter Ovendorf) และ แคลร์ จู (Claire Zhu) สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ลาออกจากงานเพื่อท่องเที่ยวรอบโลก เล่าประสบการณ์ของพวกเขาผ่านนิตยสาร Fortune ว่า เมื่อคุณก้าวออกจากกรอบความคิดเดิมๆ คุณจะรู้ว่ามีหนทางมากมายในการใช้ชีวิต ทั้งคู่รู้สึกหมดไฟในการทำงานด้านการเงินในปี 2020 และเริ่มต้นเส้นทางชีวิตใหม่ ด้วยเป็นครีเอเตอร์การเดินทางแบบเต็มเวลา
คนรุ่น Boomer และ Gen X อยากเกษียณเต็มแก่แต่ก็ยังลาออกไม่ได้
ในอีกด้านหนึ่ง พนักงานที่มีอายุมากอย่างชาวบูมเมอร์และเจนเอ็กซ์ พบว่า การลาออกจากงานนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง ยิ่งใกล้เกษียณอายุคนรุ่นนี้ก็ยิ่งพบว่าตัวเองกำลังพบกับหลุมดำในเส้นทางของตนเอง “อลิเซีย อดัมซิก” (Alicia Adamczyk) จาก Fortune ชี้ว่า คนรุ่น Gen X มีความพร้อมทางการเงินน้อยที่สุดที่จะเกษียณอายุงาน ซึ่งอาจเป็นเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้นแต่เงินเก็บยังมีไม่พอที่จะเกษียณ
เมื่อผู้คนสมัยนี้อายุยืนขึ้นและใช้ชีวิตในยุคที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ผู้คนต่างพบว่าตนเองต้องทำงานนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ บางคนแม้จะเกษียณไปแล้วแต่ถูกบังคับให้กลับไปทำงานอีกครั้ง หลังจากพบว่าเงินออมของตนมีไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ
ความวิตกกังวลในเรื่องการเงินส่งผลให้คนรุ่นเบบูมเมอร์ที่ร่ำรวยมีพฤติกรรมประหยัดมากขึ้น โดยเลือกที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไม่ฟุ่มเฟือย เพราะต้องใช้เงินเก็บออมเพื่อใช้ในวันข้างหน้าซึ่งก็ไม่แน่นอนว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ และพวกเขาเริ่มรู้สึกว่าต้องใช้เงินมากกว่านี้เพื่อเกษียณได้จริงๆ ตามรายงานของ Northwestern Mutual ชี้ให้เห็นว่า “ตัวเลขจำนวนเงินที่จำเป็นในการเกษียณนั้นเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อเสียอีก”
บางทีความยากลำบากของวัยทำงานของรุ่น Boomer และ Gen Z อาจส่งผลต่อทัศนคติของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการจะกำหนดนิยามของชีวิตการทำงานใหม่สำหรับตัวเอง ในแง่ของการเลือกหยุดทำงานเพื่อพักผ่อนเป็นช่วงๆ ด้วยวิธี Micro-retirement
Gen Z ไม่อยากรอเกษียณแล้วค่อยเที่ยวตอนแก่ แต่อยากทำตอนนี้ที่ยังแข็งแรง
กาย ธอร์นตัน (Guy Thornton) ผู้ก่อตั้ง Practice Aptitude Tests ให้ความเห็นผ่าน Forbes ว่า การเกษียณอายุแบบไมโครอาจเป็นหนทางที่ดีในอนาคต คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีและความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานมากขึ้น และนั่นก็ทำให้เกิดเทรนด์นี้ขึ้นมา แทนที่จะรอจนเกษียณแล้วจึงเดินทางรอบโลก คนรุ่น Gen Z เลือกที่จะพักงานระหว่างทางเพื่อพักผ่อน
“ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาว่างเพื่อท่องเที่ยว พักผ่อนจากการทำงาน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ตามความสนใจ กระแสการเกษียณอายุแบบย่อๆ ถือเป็นกระแสมาแรงล่าสุดในโลกการทำงานในองค์กร คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ความสำเร็จในชีวิต และประสบการณ์ที่มีความหมาย มากกว่าการมุ่งเน้นเฉพาะเรื่องความยั่งยืนและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน”
เขากล่าวเสริมว่า โซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญอย่างมากในการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่วางแผน Micro-retirement เพื่อคว้าโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ และออกสำรวจโลก ทำกิจกรรมตามงานอดิเรก หรือทำโครงการที่พวกเขาชื่นชอบในขณะที่พวกเขายังเด็กและมีร่างกายที่แข็งแรง แต่อย่าลืมว่าก่อนจะตัดสินใจพักงาน ควรวางแผนการเงินและอัปสกิลตนเองเพื่อให้สามารถกลับมาเริ่มงานใหม่อีกครั้งได้อย่างราบรื่น
อ้างอิง: Fortune, Finance Yahoo, Forbes, Benefitnews, PR Newswire