'7 ค่ายรถญี่ปุ่น' จ่อกำไรร่วงยาว ตลาดแข่งดุ ค่าดีลเลอร์พุ่ง 50%

สื่อญี่ปุ่นเผย '7 ค่ายรถยนต์ใหญ่สุดในญี่ปุ่น' จ่อเผชิญกำไรร่วงติดต่อกันยาวถึงครึ่งปีหลัง เหตุตลาดรถยนต์แข่งขันดุ ต้องจ่ายดีลเลอร์หนักขึ้น พร้อมเดินหน้าลงทุนอีวี
เมื่อช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา "7 ค่ายรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น" มีการรายงานกำไรรายไตรมาสกอดคอกันร่วงถึง 57% เซ่นภาวะยอดขายปรับตัวลงหนัก และตลาดที่ซบเซา แต่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันไตรมาสล่าสุดดูเหมือนว่านอกจากสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นแล้ว ยังมีแนวโน้มจะแย่ลงอย่างต่อเนื่องด้วย
สำนักข่าวนิกเคอิเอเชียรายงานว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ โตโยต้า มอเตอร์, ฮอนด้า มอเตอร์, นิสสัน มอเตอร์, ซูบารุ, มาสด้า มอเตอร์, มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และซูซูกิ มอเตอร์ มีกำไรรวมกันลดลงในไตรมาสเดือนต.ค.-ธ.ค. และคาดว่ากำไรจะลดลงต่อเนื่องอีกครั้งในไตรมาสปัจจุบันที่สิ้นสุดในเดือนมี.ค. และอาจ "ลากยาว" ไปถึงไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิ.ย. ด้วย
ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ค่ายรถญี่ปุ่นมีกำไรจากการดำเนินงานรวมกันอยู่ที่ 1.99 ล้านล้านเยน (ราว 4.5 แสนล้านบาท) ลดลง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันแล้วที่กำไรลดลง
ในบรรดาค่ายรถทั้งเจ็ดแห่งนั้น มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น ที่สามารถทำกำไรเพิ่มได้ คือ ฮอนด้าและซูซูกิ โดยฮอนด้าเพิ่มขึ้น 5% อยู่ที่ 3.973 แสนล้านเยน จากอานิสงส์เงินเยนอ่อนค่า และยอดขายในกลุ่มรถจักรยานยนต์ที่เติบโตดี ส่วนซูซูกิเพิ่มขึ้น 9% เป็น 144,700 ล้านเยน จากปัจจัยหนุนเรื่องค่าเงินเยนเช่นกัน และยอดขายในประเทศที่แข็งแกร่ง
ส่วนค่ายรถเบอร์ใหญ่อีก 5 แห่งนั้นรายงานกำไรร่วงลงถ้วนหน้า นำโดยบริษัทรถยนต์เบอร์ 1 โตโยต้าที่กำไรลดลง 28% อยู่ที่ 1.21 ล้านล้านเยน ขณะที่นิสสันกำไรร่วงหนักสุดถึง 78% อยู่ที่ 3.11 หมื่นล้านเยน และมิตซูบิชิลดลง 75% อยู่ที่ 1.38 หมื่นล้านเยน
ตลาดแข่งดุดันส่วนแบ่งดีลเลอร์พุ่ง 50%
ตัวเลขที่ร่วงลงในครั้งนี้เป็นผลมาจากความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง จากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตลาด "สหรัฐ" บรรดาค่ายรถยนต์ต่างเพิ่มแรงจูงใจในการขายให้กับดีลเลอร์ตัวแทนจำหน่ายทำให้กำไรของผู้ผลิตลดลง
ค็อกซ์ ออโตโมทีฟ รายงานว่า ค่าเฉลี่ยในการให้แรงจูงใจดีลเลอร์ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐ อยู่ที่เกือบ 4,000 ดอลลาร์ต่อคัน (ราว 1.35 แสนบาท) ณ สิ้นปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในหนึ่งปี ไม่เว้นแม้แต่ค่ายซูบารุที่ปกติให้เรตค่อนข้างต่ำ ก็ยังต้องปรับเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า อยู่ที่กว่า 2,500 ดอลลาร์
"เนื่องจากตลาดจีน และยุโรปไม่ได้ทำผลงานดีนัก ผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรปจึงมุ่งความสนใจไปที่ตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก" คัตสึยูกิ มิซึมะ กรรมการบริหารของซูบารุ กล่าวในงานประชุมผลประกอบการเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา
ส่วนโตโยต้าซึ่งให้เรตดีลเลอร์ในสหรัฐต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม ก็ยังปรับขึ้นเป็นเกือบ 2,000 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจากปีก่อนหน้า ขณะที่นิสสันทุ่มเรื่องนี้มากที่สุดบวกเพิ่ม 60% จากปี 2566 ขึ้นไปเกือบถึง 4,500 ดอลลาร์ต่อคัน
ในขณะที่ฮอนด้าปรับเพิ่มเรตขึ้น 130% เป็นเกือบ 3,500 ดอลลาร์ และยังได้แรงหนุนจากกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่บริษัทเปิดตัวอย่างจริงจังในปีที่แล้ว ซึ่งช่วยผลักดันตัวเลขให้สูงขึ้น โดยแรงจูงใจของกลุ่มรถอีวียังคงอยู่ที่ประมาณสองเท่าของค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
ลงทุนอีวีดันรายจ่ายเพิ่ม
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่กดดันกำไร โดยเฉพาะต้นทุนการพัฒนาและค่าแรงสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
การลงทุนของโตโยต้าในพื้นที่การเติบโต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า และซอฟต์แวร์ ทำให้กำไรลดลงมากถึง 7 หมื่นล้านเยนในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ขณะที่ต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนของซัพพลายเออร์ ทำให้กำไรลดลงถึง 1.3 แสนล้านเยน เช่นเดียวกับฝั่งฮอนด้าที่ต้นทุนการวิจัย และพัฒนาทำให้กำไรของฮอนด้าลดลง 1.75 หมื่นล้านเยน และของมาสด้าลดลง 7.5 พันล้านเยน
เตือนกำไรขาลงต่อเนื่องอีกหลายไตรมาส
ประเด็นสำคัญที่สื่อญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก็คือ วงจรกำไรของค่ายรถญี่ปุ่นนั้น มักจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องหลายไตรมาส ไม่ว่าจะเป็นทั้งขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม
จากแนวโน้มรายได้ของบริษัทรถยนต์ทั้ง 7 แห่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า กำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาส (เทียบปีต่อปี) มักจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
วงจรกำไรเหล่านี้มักจะยาวนานด้วยเหตุผลหลายประการ ตัวอย่างสาเหตุหลักๆ ในอดีตก็คือ แนวโน้มอุปทาน และอุปสงค์ที่ขับเคลื่อนโดยอัตราแลกเปลี่ยน หรือการระบาดของไวรัสโควิดที่ดำเนินต่อเนื่องไประยะหนึ่ง ส่วนในปัจจุบัน "แนวโน้มที่ยาวนานของการแข่งให้แรงจูงใจดีลเลอร์ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น" คือ ปัจจัยสำคัญ
"เหตุผลประการหนึ่งก็คือ วงจรการต่ออายุรุ่นรถยนต์นั้น ยาวนานกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ" เซอิจิ สุกิอุระ จากโทไค โตเกียว อินเทลลิเจนซ์ แลบอราทอรี กล่าว
การนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดโดยทั่วไปจะใช้เวลา 3-5 ปี ตั้งแต่การพัฒนาจนถึงการเปิดตัว และหากยอดขายรุ่นใหม่ไม่ดี การลดการผลิตอาจใช้เวลาหลายเดือนเนื่องจากต้องพิจารณาถึงการจ้างงาน และอุปกรณ์การผลิต ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นคือ สถานการณ์ของนิสสัน ซึ่งรายได้ของนิสสันแย่ลงเนื่องจากยอดขายรถยนต์รุ่นหลักในอเมริกาเหนือไม่ดี
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์